CLUB MEET MENU - เมนูคลับมีท
 
Your ID.
Password
สวัสดีค่ะเราคนไทย รักประเทศไทย มารู้จักประเทศไทยของเราให้มากขึ้นนะค๊ะ

 

คนไทยนั้นไม่เคยเรียกตนเองว่า "สยาม" เลย นอกจากจะเรียกว่า "ไทย" แต่ชาวต่างชาตินิยมเรียกประเทศไทยว่า สยาม (Siam) และเรียกคน
ไทยว่า "ไซมีส" (Siamese) สำหรับลำดับการเรียกชื่อประเทศในสังคมไทยนั้น พอจะสรุปได้ ดังต่อไปนี้ คือ เดิมทีคนไทยเรียกชื่อประเทศโดยใช้ชื่อเมืองหลวงเป็นชื่อประเทศ เช่น กรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา จนถึง กรุงรัตนโกสินทร์ในสมัยรัชกาลที่ 3 ขณะที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทำหนังสือสัญญากับต่างประเทศ ได้เรียกชื่อประเทศว่า กรุงศรีอยุธยาในสมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแยกชื่อเมืองหลวงออกจากชื่อประเทศ ตามแบบตะวันตก คือ เรียกประเทศว่า "สยาม" โดยได้ทรง
ลงพระปรมาภิไธยว่า Rex Siamensisรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรปี พ.ศ. 2475 ใช้ชื่อว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม และมาตรา 1
ระบุว่า "ประเทศสยามเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกไม่ได้ พ.ศ. 2480-2481 ในสัญญาทางพระราชไมตรีการพาณิชย์ การเดินเรือกับต่างประเทศใช้คำว่า "ประเทศสยาม" "ราชอาณาจักรสยาม" "รัฐบาลสยาม" แต่เมื่อกล่าวถึงภาษาใช้คำว่า "ภาษาไทย" และมีบางแห่งใช้ไทยและสยามปน ๆ กันไปพ.ศ. 2482 ในสมัยจอมพลหลวงพิบูลสงคราม มีการประกาศใช้ประกาศรัฐนิยม ฉบับที่ 1 ให้ใช้ชื่อ
ประเทศ ประชาชน และสัญชาติว่า "ไทย" รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยนามของประเทศปีพุทธศักราช 2482 เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2482 โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้บัญญัติไว้ในมาตรา 3 ว่า ให้เรียกชื่อประเทศว่า "ประเทศไทย" และบทรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายอื่นที่ใช้คำว่า "สยาม"
ให้ใช้คำว่า "ไทย" แทน จึงเท่ากับเป็นการฆ่าคำว่า "สยาม" ให้ตายไปโดยสิ้นเชิง นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจะต้องเรียกคนไทยว่า "ไทย" (Thai) และเรียกชื่อประเทศว่า ประเทศไทย (Thailand) ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง

 
 
           

 

รัฐบาลของ นายทวี บุณยเกตุ ประกาศใช้ชื่อประเทศไทยใน ภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสว่า "Siam" ชื่อประเทศไทยและภาษาไทยว่า
"ประเทศไทย" ส่วนสัญชาติ ผู้ถือหนังสือเดินทางเขียนเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า "Siamois" ในขณะเดียวกันนั้น ประเทศอังกฤษได้ขอตั้งเงื่อนไขขอเรียกชื่อประเทศไทยว่า "ประเทศสยาม" ซึ่งรัฐบาลไทยก็มิได้ขัดข้องประการใด จึงดูเหมือนว่าชาวต่าง
ประเทศจะเรียก สยาม ก็ได้ ไทย ก็ได้เมื่อเกิดรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 นายควง อภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรี คงเรียกประเทศว่า "ประเทศไทย" ส่วนการเรียกในภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสให
้เรียก "Siam" เมษายน พ.ศ. 2491 เมื่อจอมพลหลวงพิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรีแทนนายควง อภัยวงศ์ รัฐบาลกลับเปลี่ยนชื่อประเทศไทย
ในภาษาอังกฤษว่า "Thailand" และฝรั่งเศสว่า "Thailand" ซึ่งคงใช้มาจนถึงปัจจุบันนี้


รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2492 ได้เขียนลงไว้ว่า "ประเทศไทย พ.ศ. 2511 สภาร่างรัฐธรรมนูญมีการอภิปรายเปลี่ยนชื่อจาก "ไทย" เป็น "สยาม" แต่สมาชิกส่วนมากไม่ยอมรับ พ.ศ. 2517 สภาร่างรัฐธรรมนูญได้อภิปรายในเรื่องเดียวกันนี้ แต่สมาชิกส่วนมากไม่ยอมรับเช่นกัน

ชนชาติไทย
ชนชาติไทยมาจากไหน
เรื่องราวเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดของชนชาติไทยเป็นที่สนใจสำหรับนักประวัติศาสตร์และนักมานุษยวิทยาเป็นอย่างยิ่ง ได้มีการใช้หลักฐานทั้งที่เป็นเอกสารจดหมายเหตุของจีนและหลักฐานทางโบราณคดีซึ่งเพิ่งศึกษากันในราวปี พ.ศ. 2504 มาเป็นข้อมูลสำคัญ จนสรุปเป็นทฤษฎีว่าด้วยเรื่องแหล่งกำเนิดของชนชาติไทยว่ามีอยู่ด้วยกัน 2 ทฤษฎี คือ ทฤษฎีเก่า และทฤษฎีใหม่

1. ทฤษฎีเก่า นักประวัติศาสตร์และนักมานุษยวิทยาสันนิษฐานว่าชนชาติไทยนั้น แต่เดิมมีภูมิลำเนาอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้และภาค
ใต้ของจีน แถบมณฑลกวางตุ้งปัจจุบันนี้ Dr.William Dodd หมอสอนศาสนาได้เสนอข้อคิดเห็นดังกล่าวไว้ใน
หนังสือชื่อ "The Thai Face Elder Brother of the Chinese" ซึ่งก็ตรงกับนักประวัติศาสตร์ชาวเยอรมันชื่อ Wolfram Eberhard
ซึ่งได้อาศัยหลัก Cultural Anthropology ที่ว่าชนชาติไทยมีแหล่งกำเนินอยู่ทางตะวันออก ของมณฑล Shang (สาง หรือ เสียง) อยู่ในบริเวณ
มณฑลกวางตุ้ง และก็มีนักประวัติศาสตร์บางคน เช่น ขุนวิจิตรวาท การ ว่าชนชาติไทยนั้นแต่เดิมมีหลักแหล่งอยู่แถบบริเวณภูเขาอัลไต (Altai) โดยมีบางคนสันนิษฐานว่าเพราะมีคำลงท้าย ว่า Tai ซึ่งที่จริงนั้นคำว่า Altai เป็นภาษามองโกล แปลว่า "ทอง" ภูเขาอัลไตแปลว่า "ภูเขาทอง"
มิใช่คำผสมระหว่าง "อัล" และ "ไต" อย่างที่เขาใจกัน ต่อมาเมื่อ 1028 ปีก่อนคริสตศักราช หรือ 485 ปีก่อนพุทธศักราช ราชวงศ์โจวซึ่งเป็น จีนแท้ได้โจมตีราชวงศ์สางสำเร็จ ชนชาติไทยจึงได้อพยพลงมาตามลำน้ำแยงซีไปยังมณฑลเสฉวนและยูนนาน โดยมีเมือง สำคัญที่จารึกไว้ในจดหมายเหตุของจีน คือ เมืองเฉินตู และคุนมิง ในศตวรรษที่ 13 ชนชาติไทยจึงกระจัดกระจายไปในที่ ต่าง ๆ แถบแคว้นยูนนานของประเทศจีนปัจจุบัน สำหรับแนวคิดเรื่องการถอยร่นลงมาจากเสฉวนจนถึงยูนนานนั้น ได้เป็นที่ยอมรับของ
ดร.ขจร สุขพานิช นักประวัติ ศาสตร์ไทยซึ่งได้ใช้เวลาศึกษาแหล่งกำเนิดของชนชาติไทยหลายปี ท่านได้เขียนหนังสือชื่อ "ถิ่นกำเนิด
และแนวการอพยพ ของเผ่าไทย" คล้ายกับความคิดเห็นของ Wolfram Eberhard และยังได้เพิ่มเติมว่าก่อนอพยพเข้ามาที่อาณาจักรน่าน
เจ้านั้น ชนชาติไทยเคยตั้งอาณาจักรที่มณฑลกวางตุ้งมาก่อนแล้ว

จากศตวรรษที่ 13-15 ชนชาติไทยสามารถรวมตัวกันเป็นอาณาจักรขึ้นมาได้ เรียกว่า อาณาจักรน่านเจ้า แปลว่า "เจ้า ทิศใต้" ซึ่งก็ได้สูญสิ้น
ชื่อไปแล้วเมื่อปี พ.ศ. 1796 เพราะจักรพรรดิจีนองค์แรกในราชวงศ์หยวน คือ พระเจ้ากุบไลข่าน ผู้นำชาติมองโกลได้ยกทัพมาตีน่านเจ้าแตกไป ชนชาติไทยจึงต้องอพยพลงมาในแหลมอินโดจีนในดินแดนที่ต่อมาได้ชื่อว่า อาณาจักรเชียงแสน หรือล้านนาไทย ต้องต่อสู้กับพวกชนชาติท
ี่อยู่เดิม คือ พวกละว้า และพวกขอมดำ ขณะเดียวกันชนชาติ ไทยบางพวกก็อพยพลงมาอยู่ที่แคว้นสามเทศ หรือสยามเทศ ซึ่งต่อมาเป็นแคว้นสุโขทัย และขณะนั้นอยู่ภายใต้การ ปกครองของอาณาจักรเขมรลพบุรี เมื่อพวกไทยรวมตัวกันและมีพลังมากขึ้นก็รวมตัวกันตั้งเป็นแคว้นอิสระ มีเมืองสุโขทัย เป็นราชธานีเมื่อปี พ.ศ. 1781 George Caedes ชาวฝรั่งเศส ผู้สนับสนุนทฤษฎีเก่านี้ สรุปว่าชนชาติไทยนั้นอพยพจากเหนือลงใต้ โดยอาศัย
แม่น้ำเป็นหลัก เป็นการอพยพอย่างค่อยเป็นค่อยไป เมื่ออาณาจักรน่านเจ้าถูกมองโกลรุกราน คนไทยจำนวนมากได้อาศัย ลำน้ำ 2 สาย
คือ ลำน้ำโขง แล้วมาตั้งหลักแหล่งที่อาณาจักรล้านช้าง (เวียงจันทน์และหลวงพระบาง) บ้าง ที่ล้านนา (เชียงใหม่ เชียงแสน) บ้าง และที่สุโขทัย ส่วนที่อพยพไปตามลำน้ำสาละวินนั้นได้ไปตั้งหลักแหล่งถึงแคว้นอัสสัมของ อินเดียและรัฐฉานของพม่าก็มี

2. ทฤษฎีใหม่ นักโบราณคดีเสนอข้อสรุปว่าแหล่งกำเนิดของชนชาติไทยนั้นก็คือ บริเวณภาคอีสานของไทย และแถบจังหวัด กาญจนบุร
ีของไทยปัจจุบัน มิได้อพยพมาจากตอนใต้ของประเทศจีนอย่างทฤษฎีเก่าอ้างไว้ แต่ถ้าหากจะมีการอพยพจริงก็ คงจะเป็นการอพยพจาก
ใต้ขึ้นเหนือ เช่น อพยพขึ้นไปอยู่แถบแคว้นสิบสองจุไทย และแคว้น ยูนนาน เพราะได้มีการพบ หลักฐานที่นักโบราณคดีขุดค้นหาซาก
โบราณที่บ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี และที่บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี โดยการใช้ C14 ทดสอบ ทำให้ทราบอายุของโครงกระดูกที่กาญจนบุร
ี ว่ามีอายุเก่าแก่ถึง 5-6 พันปี

นายแพทย์สมศักดิ์ สุวรรณสมบูรณ์ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่โรงพยาบาลศิริราช ทำการศึกษาความหนาแน่นของ กลุ่มเลือด ได้พบว่ากลุ่มเลือดของคนไทยมีลักษณะคล้ายคลึงกับคนภาคใต้ในชวา จึงเสนอความเห็นสนับสนุนทฤษฏีว่า ชนชาติไทยอพยพจากใต้ขึ้นเหนือ คือ อพยพจากเกาะชวาขึ้นมาอยู่ที่แผ่นดินใหญ่

เรื่องราวเกี่ยวกับอาณาจักรน่านเจ้านั้นก็มีนักทฤษฎีใหม่ชื่อ Frederick Mote เขียนไว้ใน "ปัญหาก่อนประวัติศาสตร์" ว่าชนกลุ่มใหญ่ในอาณาจักรน่านเจ้าไม่ใช่ไทย แต่ไทยนั้นมีแหล่งกำเนิดในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ต่อมาถูกขอมและ เขมรรุกรานจึงอพยพขึ้นไปทางเหนือ แต่แบ่งแยกออกเป็นหลายพวก เข้าไปในเวียดนามที่เกาะไหหลำและที่แคว้นยูนนาน นอกจากนั้นแล้วนักประวัติศาสตร์จีน 2 คน
คือ ตูยูตินและเชนลูฟาน (Tu Yu-tin และ Chen Lu-fan) เขียนบท ความเรื่อง "ชัยชนะของกุบไลข่านเหนือเมืองตาลีโกว (ตาลีฟู)" ได้ทำให้คนไทยจำนวนมากอพยพลงมาทางใต้หรือไม่ โดยศึกษาเอกสารของจีนในราชวงศ์หยวนและเหม็ง พบว่า เมื่อกุบไลข่านยกมาตีน่านเจ้านั้นได้ตกลงกันอย่างสันติวิธี มิได้มี การโจมตีอย่างรุนแรงจนทำให้ไทยต้องอพยพมาครั้งใหญ่ ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 1924 น่านเจ้าจึงสิ้นสุดลงเมื่อราชวงศ์เหม็ง ยึดอำนาจจากมองโกล ได้รวมน่านเจ้าเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจีน ตอนนี้เองจึงได้มีการอพยพ ทั้งนี้
ได้เสนอว่าคนไทยที่อยู่ น่านเจ้านั้นเป็นเพียงชนกลุ่มน้อยใน 6 กลุ่ม ถิ่นกำเนิดของชาติไทยแต่เริ่มแรกจึงอยู่ที่ภาคเหนือของไทยปัจจุบันนี้ มิได้ อพยพมาจากจีนตอนใต้ และไทยในน่านเจ้าไม่เคยอพยพลงมาที่ประเทศไทยปัจจุบัน ดังนั้น ไทยในน่านเจ้าและ ไทย ปัจจุบันนี้จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกัน

สรุป แหล่งกำเนิดของชนชาติไทยนั้น สรุปได้ 2 ทฤษฎี คือ ทฤษฎีเก่า

ที่สรุปว่าชนชาติไทยมีภูมิลำเนาเดิมทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีนแถบมณฑลกวางตุ้งปัจจุบัน แล้วอพยพลง มาจนถึงแคว้นสามเทศ หรือสยามเทศ หรือประเทศไทยปัจจุบัน คือ อพบยพจากเหนือลงใต้ ส่วนทฤษฎีใหม่ คือ ชนชาติ ไทยมิได้อพยพถอยร่นมาจากที่ใด แต่ถ้าจะอพยพก็จากใต้ขึ้นเหนือ ทั้งทฤษฎีเก่าและใหม่นั้นยังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ อยู่ เสมอ สำหรับทฤษฎีเก่ามักจะถูกตั้งคำถามว่า จริงหรือที่ชนชาติไทยจะทิ้งถิ่นฐานอันอุดมสมบูรณ์ แล้วก็ออกเดินทางผ่าน ทะเลทรายอันแห้งแล้งจนลงไปถึงสามประเทศ (สยามประเทศ) เพราะหลักการอพยพนั้นมนุษยชาติมักจะย้ายที่อยู่จาก แหล่งอัตคัดไปสู่ดินแดนใหม่ที่อุดมสมบูรณ์กว่าเสมอและมีบางคนที่คัดค้านว่าชนชาติไทยนั้นเป็นพวกที่ไม่ชอบเดินทาง ไกล ๆ แต่ชอบอยู่ติดกับที่ และนิยมการเพาะปลูกเป็นอาชีพหลัก สำหรับทฤษฎีใหม่นั้นถูกโจมตีว่าหละหลวมจนเกินไป เพราะโครงกระดูกที่พบอาจมิใช่โครงกระดูกของ
คนไทยก็เป็น ไปได้ ส่วนกลุ่มเลือดของคนที่ตรวจนั้นก็อาจจะมิใช่คนไทยแท้ เพราะมีการผสมกันมานานหลายเผ่าพันธุ์ อย่างไรก็ตาม มีการยอม
รับทฤษฎีเก่ากันอยู่ เพราะว่ามีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรแน่ชัดกว่า

ที่ตั้ง ประเทศไทยตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เหนือเส้นศูนย์สูตรเล็กน้อย หรือระหว่างเส้นละติจูดหรือเส้นรุ้งที่ 5 องศา 37 ลิปดาเหนือ
กับ 20 องศา 27 ลิปดาเหนือ และระหว่างลองจิจูดหรือเส้นแวงที่ 97 องศา 22 ลิปดาตะวันออก กับ 105 องศา 37 ลิปดาตะวันออก สำหรับที่ตั้งของประเทศไทยตามแนวลองจิจูดนั้น ประเทศไทยยึดเอาลองจิจูดที่ 105 องศาตะวันออกเป็นเวลามาตรฐาน ทำให้ประเทศไทยมีเวลาแตกต่างจากเวลามาตรฐานกรีนิช 7 ชั่วโมง การติดต่อในเชิงธุรกิจกับประเทศใด ๆ มีความจำเป็น ที่จะต้องรู้เวลาของ
ประเทศนั้นว่า แตกต่างจากเวลาในประเทศไทยกี่ชั่วโมง เพื่อให้เกิดความสะดวกและทันเวลา เช่น ประเทศญี่ปุ่นมีเวลาที่เร็วกว่าไทย 2 ชั่วโมง
จีน มาเลเซีย มีเวลาเร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง ประเทศสหรัฐอเมริกา มีเวลาตรงกันข้ามกับไทย

รูปร่าง ประเทศไทยมีรูปร่างเหมือนขวานโบราณ กระบวยตักน้ำ ช่อดอกไม้ หรือม้าน้ำ แต่นักการทหารมองว่าเหมือน "หัวช้าง" โดยส่วนหัวช้าง
คือ ภาคเหนือ ส่วนงวง คือ ภาคใต้ ส่วนที่เป็นปาก ได้แก่ บริเวณอ่าวไทย ที่ราบลุ่มเจ้าพระยา และชายฝั่ง ตะวันออก ส่วนหูช้าง คือ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยลักษณะรูปร่างดังกล่าว จัดว่ามีข้อด้อยอยู่หลายประการ เช่น รูปร่างที่ยาวเรียวลงไปทางใต้ทำให้เสียเวลา
ในการเดิน ทาง และค่าใช้จ่ายในการสร้างเส้นทางคมนาคม รวมถึงการดูแลรักษาประเทศ เช่น การป้องกันชายฝั่งทะเลที่ยาวเหยียด
ทั้งสองด้าน นอกจากนี้รูปร่างที่ยื่นออกไปหรือถูกขนาบด้วยประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้มีปัญหาบริเวณชายแดนอยู่ตลอดเวลา เช่น มีการอพยพโยกย้ายถิ่นเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต ปัญหาก่อการร้ายและยาเสพติด ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้ต้องระมัด ระวังเป็นพิเศษ

 

ขนาด ตามการแบ่งขนาดของประเทศทางภูมิศาสตร์การเมือง ไทยจัดเป็นประเทศขนาดใหญ่ อันดับที่ 3 ในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต
้ (ประกอบด้วย อินโดนีเซีย พม่า ไทย มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ลาว กัมพูชา บรูไน สิงคโปร์) รองจาก อินโดนีเซียและพม่า ใหญ่กว่าลาว
ประมาณ 2 เท่า ใหญ่กว่ากัมพูชาประมาณ 3 เท่า และมีขนาดใกล้เคียงกับประเทศ ฝรั่งเศส หรือมลรัฐเท็กซัสของสหรัฐอเมริกา
*มีพื้นที่ 513,115.020 ตารางกิโลเมตร หรือ 320,696,887.500 ไร่ (*ข้อมูลพื้นที่จากอักขรานุกรมภูมิศาสตร์ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน
เล่ม 6 ภาคผนวก พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2529) หรือประมาณ198,953ตารางไมล์

การที่ประเทศไทยมีขนาดใหญ่ มีข้อดีในเรื่องของประเภทและปริมาณทรัพยากรธรรมชาติ ความลึกของพื้นที่ทำให้ได ้เปรียบใน
ด้านการป้องกันประเทศ การมีประชากรจำนวนมาก มีผลดีในเรื่องของการใช้แรงงานและความคิด ส่วนความ แตกต่างทางวัฒนธรรม
ของแต่ละภูมิภาค ส่งผลให้มีทรัพยากรการท่องเที่ยวที่หลากหลายขึ้น

แนวพรมแดน มีความยาวของพรมแดนทางบก 5,326 กิโลเมตร ความยาวทางทะเลฝั่งอ่าวไทย 1,840 กิโลเมตร และความยาว ทางฝั่ง
ทะเลอันดามัน 865 กิโลเมตร ความยาวจาก อ.แม่สาย จ.เชียงราย ถึง อ.เบตง จ.ยะลา ซึ่งเป็นจุดเหนือสุดและใต้สุด ของประเทศ
ระยะทาง 1,640 กิโลเมตร และความกว้างจากด่านเจดีย์สามองค์ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ถึงช่องเม็ก อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี
ระยะทาง 780 กิโลเมตร ส่วนที่แคบที่สุด อยู่ในเขต จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งวัดจากพรมแดนสหภาพพม่า ที่ทิวเขาตะหนาวศรีถึงฝั่งทะเล
อ่าว ไทย ที่บ้านวังด้วน ต.ห้วยทราย อ.เมือง ตามแนวละติจูด 11 องศา 43 ลิปดา เหนือ เป็นระยะทาง 10.96 กิโลเมตร ตรง บริเวณที่ตั้ง
ของจังหวัดระนอง และจังหวัดชุมพร ตามแนวละติจูด 10 องศา เหนือ ถือได้ว่าเป็นส่วนแคบที่สุดของพื้นที่ แผ่นดินที่เป็นภาคใต้ของไทยและเป็นจุดตั้งต้นของคาบสมุทรมลายู บริเวณพื้นที่ส่วนนั้นเรียกว่า คอคอดกระ มีความ กว้าง 64 กิโลเมตร โดยวัดจากฝั่งแม่น้ำกระบุรี ใน อ.เมือง จ.ระนองถึงฝั่งทะเลอ่าวไทย อ.หลังสวน จ.ชุมพร ประเทศไทยมีแนวพรมแดนติดต่อกับประเทศ
เพื่อนบ้านถึง 4 ประเทศ ได้แก่ พรมแดนด้านพม่า (เมียนมาร์) ยาว 2,202 กิโลเมตร พรมแดนด้านลาว 1,750 กิโลเมตร พรมแดนด้าน
กัมพูชายาว 798 กิโลเมตร พรมแดนด้านมาเลเซีย 576 กิโลเมตร โดยที่แนวพรมแดนส่วนใหญ่ยึดเอาแนวสันปันน้ำของภูเขา ทางน้ำหรือลำน้ำบริเวณแนวกลางของร่องน้ำที่ไหล แรงที่สุด เรียกว่า ร่องน้ำลึก ยกเว้นพรมแดนในแม่น้ำโขงที่ฝรั่งเศสให้ถือเอาเกาะ
แก่งเป็นของลาวทั้งหมด แม้ว่าจะอยู่ ใกล้ฝั่งไทย (ยกเว้น 8 เกาะ)์

1. แนวพรมแดนระหว่างไทย-สหภาพพม่า หรือเมียนมาร์ ความยาว 2,202 กิโลเมตร ทอดไปตามร่องน้ำลึกของแม่น้ำ รวก แม่น้ำสาย
ทิวเขาแดนลาว แม่น้ำสาละวิน แม่น้ำเมย ทิวเขาถนนธงชัย ทิวเขาตะนาวศรี และแม่น้ำกระบุรี (ปากจั่น) อยู่ในเขตพื้นที่ จ.เชียงราย
เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และระนอง

2.แนวพรมแดนระหว่างไทย-สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ความยาว 1,750 กิโลเมตร ทอดไปตามร่องน้ำลึก ของแม่น้ำโขง
ตอนบน แม่น้ำเหือง และแม่น้ำโขงตอนล่าง และทอดไปตามสันปันน้ำในทิวเขาหลวงพระบาง ทางตอนเหนือ และสันปันน้ำในทิวเขา
ภูแดนลาวทางตอนใต้ อยู่ในเขต จ.เชียงราย พะเยา น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เลย หนองคาย นครพนม มุกดาหาร อุบลราชธานี

3.แนวพรมแดนระหว่างไทย-ราชอาณาจักรกัมพูชา ความยาวประมาณ 798 กิโลเมตร นับจากอ่าวไทยทอดไปตามทิวเขา บรรทัด
แม่น้ำไพลิน (หรือห้วยเขมร) คลองลึก คลองด่าน คลองน้ำใส ที่ราบแนวเส้นตรงคลองปากอ้าว (ปากอ่าว) และทิว เขาพนมดงรัก
ในเขต จ.ตราด จันทบุรี สระแก้ว บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี

4.แนวพรมแดนระหว่างไทย-สหพันธรัฐมาเลเซีย ความยาว 576 กิโลเมตร ทอดไปตามสันปันน้ำของทิวเขาสันกาลาคีรี ร่องน้ำลึกของแม่น้ำ
โก-ลก ในเขต จ.สตูล สงขลา ยะลา และนราธิวาส แนวพรมแดนแสดงความเป็นอธิปไตยเหนือพื้นที่ บริเวณนั้น แนวพรมแดนทางธรรมชาติ
เหมาะสำหรับกีดขวาง ช่วยในการป้องกันข้าศึกรุกราน แต่ขัดขวางด้านการ คมนาคม ติดต่อค้าขายและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างมิตรประเทศ ในปัจจุบันนี้แนวพรมแดนจัดว่าเป็นแหล่งเศรษฐกิจ ที่สำคัญของประเทศ เพราะเปิดตลาดทำการค้าขายกันหลายแห่งกลายเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยว เพราะมีจุดชมวิวที่ สวยงามด้วย บางแห่งมีประวัติความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ โดยทั่วไปเป็นจุดที่อยู่ตรงช่องเขาหรือมีแม่น้ำ กั้น

ลักษณะภูมิประเทศโดยรวมของไทยประกอบด้วย เทือกเขา ป่าไม้ เนินเขา ที่ราบสูง ที่ราบหุบเขา ที่ราบลุ่มบริเวณแม่น้ำใหญ่หลายสาย
ทะเล ชายหาด และเกาะแก่งต่าง ๆ การแบ่งภาค*ทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทยตามที่กำหนดไว้ในอักขรานุกรมภูมิศาสตร์ไทย ของราช
บัณฑิตสถาน เล่ม 1 ปี 2525 หน้า 3-18 แบ่งออกเป็น 6 ภาค และมีขนาดของพื้นที่ในแต่ละจังหวัดเป็นตารางกิโลเมตร โดยประมาณ ดังนี้

ภาคกลาง

ประกอบด้วย 22 จังหวัด เนื้อที่ 91,795.124 ตารางกิโลเมตร

 

1.

กรุงเทพฯ

1,565.222

 

ตร.กม.

 

2.

กำแพงเพชร

8,607.490

 

ตร.กม.

 

3.

ชัยนาท

2,469.746

 

ตร.กม.

 

4.

นครปฐม

2,168.327

 

ตร.กม.

 

5.

นครนายก

2,122.000

 

ตร.กม.

 

6.

นครสวรรค์

9,597.677

 

ตร.กม.

 

7.

นนทบุรี

622.303

 

ตร.กม.

 

8.

ปทุมธานี

1,525.856

 

ตร.กม.

 

9.

พระนครศรีอยุธยา

2,556.640

 

ตร.กม.

 

10.

พิจิตร

4,531.013

 

ตร.กม.

 

11.

พิษณุโลก

10,815.854

 

ตร.กม.

 

12.

เพชรบูรณ์

12,668.416

 

ตร.กม.

 

13.

ลพบุรี

6,199.753

 

ตร.กม.

 

14.

สมุทรปราการ

1,004.092

 

ตร.กม.

 

15.

สมุทรสงคราม

416.707

 

ตร.กม.

 

16.

สมุทรสาคร

872.347

 

ตร.กม.

 

17.

สระบุรี

3,576.486

 

ตร.กม.

 

18.

สิงห์บุรี

822.478

 

ตร.กม.

 

19.

สุโขทัย

6,596.092

 

ตร.กม.

 

20.

สุพรรณบุรี

5,358.008

 

ตร.กม.

 

21.

อ่างทอง

968.372

 

ตร.กม.

 

22.

อุทัยธานี

6,730.246

 

ตร.กม.

ภาคตะวันตก
ประกอบด้วย 5 จังหวัด เนื้อที่ 53,679.018 ตารางกิโลเมตร

 

1.

กาญจนบุรี

19,483.148

 

ตร.กม.

 

2.

ตาก

16,406.650

 

ตร.กม.

 

3.

ประจวบคีรีขันธ์

6,367.620

 

ตร.กม.

 

4.

เพชรบุรี

6,225.138

 

ตร.กม.

 

5.

ราชบุรี

5,196.462

 

ตร.กม.

ภาคตะวันออก หรือ ตะวันออกเฉียงใต้

ประกอบด้วย 7 จังหวัด เนื้อที่ 34,380.500 ตารางกิโลเมตร

 

1.

จันทบุรี

6,338.000

 

ตร.กม.

 

2.

ฉะเชิงเทรา

5,351.000

 

ตร.กม.

 

3.

ชลบุรี

4,363.000

 

ตร.กม.

 

4.

ตราด

2,819.000

 

ตร.กม.

 

5.

ปราจีนบุรี

4,762.362

 

ตร.กม.

 

6.

ระยอง

3,552.000

 

ตร.กม.

 

7.

สระแก้ว

7,195.138

 

ตร.กม.

 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ประกอบด้วย 19 จังหวัด เนื้อที่ 168,854.341 ตารางกิโลเมตร

 

1.

กาฬสินธุ์

6,946.746

 

ตร.กม.

 

2.

ขอนแก่น

10,885.991

 

ตร.กม.

 

3.

ชัยภูมิ

12,778.287

 

ตร.กม.

 

4.

นครพนม

5,512.668

 

ตร.กม.

 

5.

นครราชสีมา

20,493.964

 

ตร.กม.

 

6.

บุรีรัมย์

10,321.885

 

ตร.กม.

 

7.

มหาสารคาม

5,291.683

 

ตร.กม.

 

8.

มุกดาหาร

4,339.830

 

ตร.กม.

 

9.

ยโสธร

4,161.664

 

ตร.กม.

 

10.

ร้อยเอ็ด

8,299.449

 

ตร.กม.

 

11.

เลย

11,424.612

 

ตร.กม.

 

12.

ศรีสะเกษ

8,839.976

 

ตร.กม.

 

13.

สกลนคร

9,605.764

 

ตร.กม.

 

14.

สุรินทร์

8,124.056

 

ตร.กม.

 

15.

หนองคาย

7,332.280

 

ตร.กม.

 

16.

หนองบัวลำภู

3,859.086

 

ตร.กม.

 

17.

อำนาจเจริญ

3,161.248

 

ตร.กม.

 

18.

อุดรธานี

11,730.302

 

ตร.กม.

 

19.

อุบลราชธานี

15,744.850

 

ตร.กม.

ภาคใต้
ประกอบด้วย 14 จังหวัด เนื้อที่ 70,715.187 ตารางกิโลเมตร

 

1.

กระบี่

4,708.512

 

ตร.กม.

 

2.

ชุมพร

6,009.008

 

ตร.กม.

 

3.

ตรัง

4,917.519

 

ตร.กม.

 

4.

นครศรีธรรมราช

9,942.502

 

ตร.กม.

 

5.

นราธิวาส

4,475.430

 

ตร.กม.

 

6.

ปัตตานี

1,940.356

 

ตร.กม.

 

7.

พังงา

4,170.895

 

ตร.กม.

 

8.

พัทลุง

3,424.473

 

ตร.กม.

 

9.

ภูเก็ต

543.034

 

ตร.กม.

 

10.

ยะลา

4,521.078

 

ตร.กม.

 

11.

ระนอง

3,298.045

 

ตร.กม.

 

12.

สงขลา

7,393.889

 

ตร.กม.

 

13.

สตูล

2,478.977

 

ตร.ก

ภาคเหนือ

ประกอบด้วย 9 จังหวัด เนื้อที่ 93,690.850 ตารางกิโลเมตร

 

1.

เชียงราย

11,678.369

 

ตร.กม.

 

2.

เชียงใหม่

20,107.057

 

ตร.กม.

 

3.

น่าน

11,472.072

 

ตร.กม.

 

4.

พะเยา

6,335.060

 

ตร.กม.

 

5.

แพร่

6,538.598

 

ตร.กม.

 

6.

แม่ฮ่องสอน

12,681.259

 

ตร.กม.

 

7.

ลำปาง

12,533.961

 

ตร.กม.

 

8.

ลำพูน

4,505.882

 

ตร.กม.

 

9.

อุตรดิตถ์

7,838.592

 

ตร.กม.

 

การแบ่งภูมิภาคทางภูมิศาสตร์ อาศัยหลักเกณฑ์สำคัญ 2 ประการ คือ

  1. เรียกชื่อภูมิภาคตามทิศทางที่ตั้งของภูมิภาคนั้น ๆ ว่าตั้งอยู่ในส่วนใดของประเทศ เช่น ภาคเหนือ หมายถึง ภูมิภาคที่ตั้งอยู่ทางตอน
    เหนือของประเทศ และภาคใต้ หมายถึงภูมิภาคที่ตั้งอยู่ในภาคใต้ของประเทศ การเรียกชื่อภูมิภาคตามทิศเช่นนี้ ทำให้เกิดความสะดวก และสามารถนำไปใช้ได้ในวงการอื่น ๆ ด้วย
  2. รวมกลุ่มจังหวัดที่มีลักษณะทางกายภาพ และทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรมคล้ายคลึงกัน เข้าไว้ด้วยกันในแต่ละภาค โดยเฉพาะลักษณะภูมิประเทศ ถือเป็นเกณฑ์การพิจารณาที่สำคัญยิ่ง เช่น จังหวัดในภาคเหนือ ส่วนใหญ่มีภูมิประเทศเป็นภูเขาและหุบเขา ส่วนจังหวัดในภาคกลาง ส่วนใหญ่มีภูมิประเทศเป็นที่ราบ เป็นต้น

*หมายเหตุ - การแบ่งตามภูมิภาคของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ใช้หลักเกณฑ์สอดคล้องกับการแบ่งภาคของกรมการปกครอง
กระทรวงมหาดไทย ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ภาค คือ ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้
(ดูรายละเอียดได้จากหัวข้อ การเมืองการปกครอง)

ภูมิอากาศ
    ประเทศไทยอยู่ในเขตร้อนชื้นของโลก ภูมิอากาศเป็นแบบเขตร้อน (tropical climate) มีอุณหภูมิและฝนเป็นปัจจัย สำคัญในการกำหนด
เขตภูมิอากาศ พื้นที่ทั้งหมดของประเทศอยู่ภายใต้อิทธิพลของลมมรสุมทั้ง 2 ฤดู คือ มรสุมตะวันตก เฉียงใต้จากแถบมหาสมุทรอินเดียเป็นฤดูฝน มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจากทะเลจีนใต้เป็นฤดูหนาว อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปี ประมาณ 18-34 องศาเซลเซียส พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ภายใต้ลักษณะภูมิอากาศแบบสะวันนา คือ มีช่วงฤดูฝนและฤดูแล้งสลับ กันชัดเจน
ส่วนภาคใต้และภาคตะวันออกมีภูมิอากาศแบบป่าฝนเมืองร้อนคือฝนตกเกือบตลอดปี

ฝนที่ตกในฤดูร้อนเป็นฝนที่เกิดจากอากาศลอยตัว ส่วนในฤดูฝนจะมีทั้งแบบที่เกิดจากอากาศลอยแบบฝนปะทะภูเขา และแบบพายุดีเปรสชั่น
หรือไต้ฝุ่น ปริมาณฝนเฉลี่ยตลอดปีมีมากกว่า 1,500 มิลลิเมตร หรือ 61 นิ้ว ซึ่งน่าจะเพียงพอ สำหรับการเกษตรกรรม แต่เนื่องจากมีปัญหาการกระจายของฝนไม่ดี คือ พื้นที่ส่วนใหญ่จะมีช่วงฤดูฝนสั้นกว่าฤดูแล้ง และพื้นดินไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ได้ดีเท่าที่ควร จึงทำให้เกษตรกรขาดน้ำใช้อุปโภคบริโภค รัฐบาลจึงได้สร้างเขื่อนเพื่อกัก เก็บน้ำในฤดูฝน บรรเทาปัญหาอุทกภัย และเปิดให้เกษตรกรได้
ใช้ในฤดูแล้ง นอกจากนั้นยังได้ใช้ประโยชน์ในการ ผลิตกระแสไฟฟ้าอีกด้วย

ฤดูกาลแต่ละภูมิภาคแตกต่างกัน ดังนี้
ภาคกลาง
มี 3 ฤดู ได้แก่ ฤดูร้อนเริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-เมษายน และมีฝนตกในช่วงเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม ส่วนฤดูหนาวจะเริ่มต้นเดือนพฤศจิกายน-มกราคม
 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
มี 3 ฤดู ได้แก่ ฤดูร้อนเริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-เมษายน สภาพอากาศจะร้อนและ แห้งแล้งจัด ส่วนฤดูฝนเริ่มในเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม ปริมาณน้ำฝนมากจนเกิดภาวะน้ำท่วมในบางพื้นที่ของภาค และฤดู หนาวในเดือนพฤศจิกายน-มกราคม อากาศหนาวเย็นจัดและแห้งแล้ง
   ภาคใต้
มีเพียง 2 ฤดู คือ ฤดูฝนกับฤดูร้อน (เป็นฤดูท่องเที่ยว) โดยฝั่งทะเลตะวันออก ฤดูร้อนเริ่มตั้งแต่พฤษภาคม- กันยายน ส่วนฝั่งทะเลอันดามัน ฤดูร้อนเริ่มจากเดือนพฤศจิกายน-เมษายน
  ภาคเหนือ
มี 3 ฤดู ได้แก่ ฤดูร้อนเริ่มในเดือนมีนาคม-เมษายน ฤดูฝนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-ตุลาคม และฤดูหนาว ในเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ สภาพอากาศค่อนข้างเย็นจัด

ประวัติศาสตร์
   จากหลักฐานทางโบราณคดีซึ่งค้นพบในพื้นที่หลายแห่งของประเทศไทยในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านเชียง จ.อุดรธานี ที่อุทยาน
ประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ จ.กาญจนบุรี หรือที่อื่น ๆ อีกหลายแห่ง ปรากฎร่องรอยอารยธรรมอันเก่าแก่ของโลก ซึ่งมีอายุเกือบ 6 พันปี
ชนชาติที่ครอบครองดินแดนแห่งนี้ในยุคโบราณนั้น เป็นชนชาวละว้าและชาวป่าเขาในตระกูลมอญ และขอมโบราณ ดัง หลักฐาน
ที่ปรากฎอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ อาณาจักรลพบุรี ซึ่งเป็นที่ตั้งของจังหวัดลพบุรีในปัจจุบัน
ประมาณพุทธศตวรรษที่ 12-13 มีอาณาจักร 3 แห่ง ที่ครอบครองดินแดนในแถบนี้ ได้แก่

อาณาจักรขอม ครอบครองดินแดนลุ่มน้ำโขงและน้ำมูลทางตะวันออกลงไป มีเมืองหลวงอยู่ที่นครวัด ในกัมพูชา (ปัจจุบัน
อาณาจักรทวารวดี มีชนชาติมอญครอบครองพื้นที่ทางตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาลงไปถึงดินแดน ตอนเหนือ ของคาบสมุทรมลายา มีเมืองศูนย์กลางตั้งอยู่ที่นครปฐม
อาณาจักรศรีวิชัย อยู่ทางตอนใต้ของคาบสมุทรมลายา มีชาวมลายูครอบครองอยู่
ในระหว่างนั้นชนชาติไทยโบราณได้ค่อย ๆ อพยพโยกย้ายลงมาจากทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีนและตั้งอาณาจักร เป็นหลักแหล่งขึ้น ตามที่ปรากฏหลักฐานครั้งแรกในบริเวณมณฑลยูนนาน ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน ในเขตสิบสองปันนา เรียกว่า อาณาจักรน่านเจ้าเนื่องจากอาณาจักรน่านเจ้าถูกรุกรานจากชนชาติจีนซึ่งเข้มแข็งกว่า ประกอบกับคนไทย มีอาชีพกสิกรรม จึงเดินทาง ถอยลงมาทาง
ใต้ตามแนวแม่น้ำโขง เพื่อแสวงหาพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์กว่าเดิม และตั้งอาณาจักรเป็นหลักแหล่งขึ้นใหม่ หลายแห่งในดินแดนลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน ซึ่งขณะนั้นยังอยู่ในความครอบครองของชนชาติขอม

    เมื่อประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ 13 ได้ปรากฎอาณาจักรลานนาไทย หรือล้านนาขึ้นบนฝั่งแม่น้ำโขงในบริเวณที่ตั้ง ของอำเภอเชียงแสน จ.เชียงรายในปัจจุบัน และอาณาจักรลานช้าง หรือล้านช้าง อันเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงพระบางของ ลาวในปัจจุบัน

    ต่อมาชาวไทยกลุ่มหนึ่งซึ่งเข้ามาอยู่ในดินแดนของขอม ได้รวมตัวกันขึ้นและสถาปนา อาณาจักรสุโขทัยซึ่งแปลว่า "รุ่งอรุณแห่งความสุข" เป็นอิสระพ้นจากอำนาจของขอม มีพระร่วงเจ้าหรือพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ เป็นกษัตริย์พระองค์ แรก และมีกษัตริย์ปกครองอาณาจักรสืบต่อ
กันมาอีกหลายพระองค์ ที่สำคัญพระองค์หนึ่ง คือ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ผู้ทรงประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นเป็นครั้งแรกเป็นช่วงที่บ้านเมืองสงบสุขปราศจากศึกสงคราม

    ในระหว่างนั้น (ราวศตวรรษที่ 14) ได้มีชนชาติไทยอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งอาศัยอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ได้ตั้งอาณาจักรขึ้นใหม่ เรียกว่า กรุงศรีอยุธยา ภายใต้การนำของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) เมื่ออาณาจักร เข้มแข็งขึ้นจึงได้รวบรวมอาณาจักรอื่น ๆ เข้าไว้ในอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาเกือบทั้งหมด ซึ่งกรุงสุโขทัยก็ได้ตกเป็น ประเทศราชของกรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ. 1894 และมีการขยายอำนาจออกไปทั่วบริเวณคาบสมุทรอินโดจีน แหลมมลายู จนถึงเกาะปีนังและสิงคโปร์ มีการติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติหลายประเทศ จึงเป็นโอกาสที่วัฒนธรรมต่าง ๆ ได้เผย แพร่เข้ามา
ในปี พ.ศ.2310 กรุงศรีอยุธยาได้ถูกรุกรานและตกอยู่ภายใต้การ ปกครองของพม่าอีกเป็นครั้งที่ 2 เนื่องจากผู้ปกครองขาดความสนใจใน หน้าที่บ้านเมือง เกิดความแตกแยกแบ่งพรรคแบ่งพวก บ้านเมืองระส่ำ ระสาย ขาดเสถียรภาพ กอปรกับการว่างเว้นจากศึกสงครามมานาน พม่า จึงได้ใช้ยุทธวิธีสงครามแบบกองโจรทำให้ตีกรุงศรีอยุธยาได้โดยง่าย

    สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งขณะนั้นมียศเป็นเจ้าพระยาตาก ได้ รวบรวมไพล่พลประมาณ 500 นายตีฝ่าวงล้อมของพม่าออก
ไปตั้งมั่นที่เมืองจันทบุรี เมื่อรวบรวมชาวไทยที่รักชาติได้ เป็นปึกแผ่นแล้ว จึงยกพลเข้าตีกรุงศรีอยุธยากลับคืนมาได้ในปีเดียวกัน แต่เนื่องจากกรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองใหญ่ได้รับความ เสียหายเกินกว่าที่จะฟื้นฟูได้ในระยะเวลานั้น และพม่ารู้เส้นทางดีอยู่แล้ว จึงเกรงว่าจะทำให้รักษาบ้านเมืองไว้ได้ยาก จึงทรงย้ายเมืองหลวงมาที่ กรุงธนบุรี และปกครองบ้านเมืองมาจนกระทั่งถึง พ.ศ.2325
รวมระยะเวลาที่กรุงธนบุรีเป็น ราชธานี 15 ปี

    จากการที่ต้องทำสงครามกับพม่าและต้องรวบรวมอาณาจักรไทยให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อีกทั้งต้องทนุบำรุงบ้านเมือง ตลอดเวลา เศรษฐกิจของกรุงธนบุรีจึงอยู่ในสภาพที่ตกต่ำมาก พระยาจักรีนายทหารผู้กล้าแห่งกรุงศรีอยุธยาซึ่งได้ ร่วมกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช กอบกู้เอกราชของบ้านเมืองเมื่อคราวเสียกรุงฯ ครั้งที่ 2 ได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ปฐมบรมกษัตริย์
แห่งราชวงศ์จักรี ได้ทรงสร้างเมืองหลวงขึ้นใหม่ใน พ.ศ.2325 ริมฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นชัยภูมิที่ดีกว่าด้วยประการทั้งปวง
และพระราชทานนามว่า กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์
มหาสถาน อมรพิมาน อวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์"
ในระหว่างศตวรรษที่ 18 และ 19 (ปี พ.ศ.2394-2453 ซึ่งอยู่ในช่วงรัชกาลที่ 4-5) ประเทศในแถบเอเชียตอนใต้ ตกเป็นเมืองขึ้นของชาวต่าง
ชาติเกือบทั้งหมด มีประเทศไทยเพียงประเทศเดียวที่ดำรงความเป็นเอกราชมาได้ตลอด เพราะพระปรีชาสามารถในการดำเนินวิเทโศบายด้านการเมืองขององค์พระมหากษัตริย์ไทย โดยทรงเจริญสัมพันธไมตรี กับประเทศมหาอำนาจ และดำเนินการด้านการค้า และสัญญาต่าง ๆ ซึ่งในบางครั้งต้องยอมสูญเสียดินแดน หรือผล ประโยชน์ของประเทศในบางส่วนเพื่อรักษา
ไว้ซึ่งเอกราชของชาติ

    ประเทศไทยเจริญรุ่งเรืองภายใต้พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในราชวงศ์จักรีสืบเนื่องมา จนถึงรัชกาลปัจจุบัน คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช หรือ พระรามาธิบดีที่ 9 และทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

    จากประวัติศาสตร์ของไทยจะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องราวของการสร้างชาติ การต่อสู้และการกอบกู้อิสรภาพ ตลอดจนการติดต่อมีสัมพันธไมตร
ีกับประเทศต่าง ๆ เพื่อเหตุผลทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงของชาติ ซึ่งระยะเวลาอันยาวนานนี้ ชาติไทยได้มีโอกาสรับวัฒนธรรมของชาต
ิอื่น ๆ ไว้มากมาย เช่น วัฒนธรรมจีน ลาว กัมพูชา พม่า อินเดีย ญี่ปุ่น เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย และวัฒนธรรมของชาติในทวีปยุโรป คนไทยจึงเป็นผู้ที่มีโอกาสหยิบยืมวัฒนธรรมมากกว่าจะได้มี โอกาสหยุดยั้งและคิดสร้างวัฒนธรรมแท้ๆของตนขึ้นเอง

    อย่างไรก็ตามคนไทยก็สามารถนำวัฒนธรรมของชาติอื่นมาประยุกต์และปรับใช้ให้เข้ากับคุณลักษณะและคุณสมบัติ ของคนไทย ตลอดจนพัฒนาจนกลายเป็นวัฒนธรรมแบบไทย หรือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของคนไทยเองได้เป็นอย่างดี

การเมืองการปกครอง
สมัยสุโขทัย

    มีกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี มีพระเจ้าแผ่นดินที่เรียกว่า "พ่อขุน" เป็นผู้ปกครองราษฎรเสมือนพ่อปกครองลูก เป็นการปกครองระบอบ
ปิตุราชาธิปไตย ส่วนผู้ถูกปกครองคือราษฎรนั้น ถ้าเป็นชายหนุ่มก็ต้องเป็นทหารของประเทศ พ่อขุนดำรง ตำแหน่งจอมทัพไทย วิธีการปกครองในสมัยนั้นจำเป็นต้องยึดหลักป้องกันประเทศเป็นสำคัญ ภายในเขตราชธานีขุดคูล้อม ไกลออกไปเป็นหัวเมืองหรือเป็น
เขตเมืองพระยามหานคร พ่อขุนจะส่ง "ขุน" ไปทำหน้าที่ดูแลปกครองเป็นตัวแทนและขึ้นตรงต่อ "พ่อขุน" ซึ่งปกครองอยู่ที่ราชธานี การปกครองในสมัยสุโขทัยแบบพ่อกับลูกนี้ มีจุดอ่อนอยู่ที่อานุภาพของ "พ่อขุน" คือ ยามใดที่มีความเข้มแข็งและกล้า หาญก็สามารถควบคุมพระราชอาณาเขตไว้ได้ แต่ยามใดที่อานุภาพของ "พ่อขุน" อ่อนลงก็จะเกิดแข็งข้อขึ้นได้และบาง ครั้งราชธานีก็สูญเสียอำนาจการปกครองไป ดังเช่นกรุงสุโขทัยที่ตกเป็นประเทศราชของกรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ. 1894

กษัตริย์สุโขทัยราชวงศ์พระร่วงมี 9 พระองค์ โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 1762-1781 และสิ้นราชวงศ์เมื่อประมาณ พ.ศ. 1981 ดังนี้

 

1.พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ เริ่มเสวยราชย์ระหว่าง พ.ศ.1762-17
2.พ่อขุนบานเมือง
3.พ่อขุนรามคำแหง ประมาณ พ.ศ. 1822-1842
4.พระยาเลอไท
5.พระยางั่วนำถม
6.พระมหาธรรมราชาที่ 1 ลิไท เสวยราชย์ พ.ศ.1890 สวรรคตระหว่าง พ.ศ. 1911-1917
7.พระมหาธรรมราชาที่ 2 เสวยราชย์ถึงประมาณ พ.ศ. 1942
8.พระมหาธรรมราชาที่ 3 ไสลือไทย เสวยราชย์ถึง พ.ศ. 1926
9.พระมหาธรรมราชาที่ 4 บรมปาล เสวยราชย์ถึงประมาณ พ.ศ. 1981

สมัยอยุธยา

    ได้รับวัฒนธรรมจากขอม ซึ่งถ่ายทอดวัฒนธรรมลัทธิพราหมณ์เกี่ยวกับแนวความคิดกษัตริย์แบบเทวราชาจากอินเดีย อีกทีหนึ่ง พระเจ้าแผ่นดินสมัยอยุธยาจึงเป็นสมมติเทพ เปรียบเหมือนเจ้าชีวิตของคนไทยทั้งหลาย การติดต่อระหว่าง กษัตริย์กับประชาชนต้องใช้ราชาศัพท์ นับว่าเป็นการปกครองระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างแท้จริง ความรู้สึกดั้งเดิม ที่เคยนับถือพระเจ้าแผ่นดินเหมือนพ่อของลูกก็เริ่มหายไป กลายเป็นแบบนายปกครองบ่าวแทนส่วนวิธีปกครองบ้านเมืองก็ยังคงใช้วิธีการทหารแบบสุโขทัยสำหรับบริหารราชการส่วนภูมิภาค ส่วนการบริหารส่วนกลางได้แบ่งกิจการของประเทศออกเป็น 4 กระทรวง คือ เวียง วัง คลัง นา รวมเรียกว่า "จตุสดมภ์"
 กษัตริย์เป็นเจ้าแผ่นดิน สามารถพระราชทานที่ดินให้ราษฎร์ทำกินและเพิกถอนกรรมสิทธิ์ได้ ประชาชนตอบแทนแว่น แคว้นด้วยการยอมให้เกณฑ์แรงงานเพื่อใช้ในราชการและงานเพื่อสาธารณประโยชน์ ในยามปกติสุข ขุนนาง ข้าราชการ และประชาชนมีสภาพเป็นพลเรือนเหมือนกันหมด แต่ในยามศึกสงครามชายฉกรรจ์ทุกคนต้องเป็นทหาร

    ราษฎรนับถือศาสนาพุทธ (นิกายหินยาน) และพราหมณ์ไปพร้อม ๆ กัน แต่ศาสนาฮินดูมักมีบทบาทสำคัญในราช สำนัก ซึ่งมีพราหมณ์เป็นผู้ทำหน้าที่นี้ รวมทั้งมีระบบความเชื่อเกี่ยวกับผีสางอยู่แล้ว และที่สำคัญที่สุด คือ มีการแบ่งแยก ประเภทบุคคลในสังคมออกเป็นชั้นต่าง ๆดังนี้

  1. ชนชั้นมูลนาย ได้แก่ พระมหากษัตริย์ พระราชวงศ์ ขุนนาง และข้าราชการ
  2. ชนชั้นพิเศษ ได้แก่ สมณะชีพราหมณ์ และชาวต่างประเทศที่เป็นพ่อค้าวานิช
  3. ชนชั้นไพร่ฟ้าข้าทาส ได้แก่ สามัญชน ซึ่งอาจมีฐานะเป็น ไพร่ ข้า หรือ ทาส ซึ่งมีจำนวนมาก ประมาณร้อยละ 95 ของประชากรทั้งหมด

    สังคมสมัยอยุธยานั้นเป็นสังคมแบบศักดินาซึ่งได้สร้างวัฒนธรรมใหม่ขึ้นมาโดยเริ่มในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลก- นาถ พระองค์ได้ทรงออกกฎหมายการควบคุมกำลังคนของฝ่ายพลเรือน-ทหารขึ้น มีการกำหนดฐานะและหน้าที่ไว้อย่าง เด่นชัด เช่น
ประชาชนทั่วไปมีศักดินา 25 ไร่ ถ้าผู้ใดมีนามากกว่า 400 ไร่ ถือว่าเป็นชนชั้นผู้ดี ต่ำกว่าถือว่าเป็นชนชั้นไพร่ ความรับผิดชอบหน้าที่ก็แตกต่างกัน โดยที่ชนชั้นไพร่อยู่ภายใต้การควบคุมของชนชั้นผู้ดี ชนชั้นไพร่ไม่มีสิทธิมองกษัตริย์ ชนชั้นผู้ดีมีสิทธิในการช่วยเหลือพระพระมหากษัตริย์ระดมพลยามศึกสงคราม นอกจากนั้นยังได้รับสิทธิพิเศษอื่น ๆ

    ในระบบฐานันดรไพร่หรือระบบศักดินาในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้น สะท้อนให้เห็นได้จากบรรทัดฐานของ สังคมสมัยนี้ คือกฎหมายบังคับให้ราษฎรทุกคนต้องมีมูลนายและพระเจ้าแผ่นดินมีสิทธิบังคับให้ข้าแผ่นดินรับราชการ โดยไม่มีค่าจ้างหรือเบี้ยเลี้ยง ถ้าไพร่กระทำผิดต่อพระเจ้าแผ่นดิน พ่อแม่ต้องรับโทษทัณฑ์ร่วมกับไพร่ที่เป็นลูก ปัจจัยที่ดิน และแรงงานถูกผูกขาดโดยมูลนาย ในสมัยนั้นมีรูปแบบเศรษฐกิจการเกษตรเลี้ยงตนเอง ชาวบ้านหาของป่า จักสาน ทำน้ำตาล ทำเกลือ และทำงานฝีมือตามความชำนาญเฉพาะด้าน ผลผลิตนำมากินหรือใช้ในครัวเรือน ที่เหลือใช้แลก เปลี่ยนกัน แต่ถ้าหากยังเหลืออีกต้องส่งให้มูลนาย

สมัยกรุงธนบุรี

    อยู่ระหว่างปี พ.ศ. 2310-2325 การปกครองในระหว่างนั้นยังคงใช้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช
สมัยรัตนโกสินทร์

    ในระยะแรกการปกครองใช้หลักจตุสดมภ์ และระบบศักดินาเหมือนสมัยอยุธยาจนถึงสมัยรัชการที่4จึงเริ่มมีลักษณะสังคมแบบตะวันตกระบบศักดินาค่อยๆหมดความสำคัญไป

    ในรัชกาลที่ 5 ได้ทรงยกเลิกหลักจตุสดมภ์โดยสิ้นเชิง เนื่องจากทรงเห็นว่าสังคมไทยนั้นได้มีการเปลี่ยนแปลงก้าวหน้า และมีการติดต่อกับชาวต่างชาติมากกว่าเดิม การแบ่งราชการออกเป็นเพียงจตุสดมภ์นั้นไม่เหมาะด้วยประการทั้งปวง จึง ได้ทรงแบ่งหน้าที่ราชการให้มีส่วนย่อยลงไปอีก โดยทรงตั้งกระทรวงเพิ่มขึ้นรวมเป็น 10 กระทรวง ฝ่ายทหารและ ฝ่ายพลเรือนที่มีสมุหกลาโหม
และสมุหนายก เป็นอัครมหาเสนาบดีก็ทรงตั้งให้เป็นกระทรวงเหมือน ๆ กับกระทรวง อื่นด้วย
การปกครองในปัจจุบัน

    ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย หรือระบอบปรมิตตาญาสิทธิราชย์
มีกฎหมายสูงสุด คือ รัฐธรรมนูญ โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุขของประเทศ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475

    แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยยังเป็นประชาธิปไตยที่ไม่เป็นไปตามหลักการ มีการปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจ 4 ครั้ง คือ
ครั้งแรก วันที่ 14 ตุลาคม 2516 ครั้งที่สอง เกิดขึ้นในวันที่ 6 ตุลาคม 2519  ครั้งที่สามวันที่ 17 พฤษภาคม 2535 และครั้งล่าสุด
วันที่ 19 กันยายน 2549 ซึ่งผลของการปฏิวัติยึดอำนาจในครั้งหลัง ๆ ได้นำไปสู่การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศ ทั้งนี้
รัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540

สถาบันต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปกครองประเทศ มีดังนี้

1.ฝ่ายบริหาร คือ คณะรัฐมนตรีหรือรัฐบาล
2. ฝ่ายนิติบัญญัติ คือ รัฐสภา ประกอบด้วยสมาชิก 2 ส่วน คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ซึ่งประชาชนเลือกตั้งเข้ามาทั้งหมด และวุฒิสมาชิก ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ตามการเสนอ ขึ้นโปรดเกล้าฯ ของนายกรัฐมนตรี
3. ฝ่ายตุลาการ คือ ศาล มีหน้าที่พิจารณาคดีต่าง ๆ ให้เป็นไปตามบัญญัติของกฏหมาย เพื่อให้เกิดความ ยุติธรรมแก่ประชาชน ทั้งนี้ในรัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติให้ศาลเป็นสถาบันอิสระจากรัฐสภาและรัฐบาล มีคณะกรรมการตุลาการ (ก.ต.) ทำหน้าที่ควบคุมการแต่งตั้งข้า
ราชการตุลาการ เพื่อให้ศาลเป็นสถาบันที่ ธำรงไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ยุติธรรมอย่างแท้จริง
ได้มีการปรับปรุงกระทรวงต่าง ๆ ขึ้นใหม่ และได้จัดตั้งระบบการบริหารงานของสถาบันการปกครองออกเป็น 3 ส่วน คือ

  1. ส่วนกลาง ได้แก่ กระทรวงทบวงกรมต่างๆ และส่วนราชการอื่นที่เทียบเท่า
  2. การปกครองส่วนภูมิภาค ประกอบด้วย 75 จังหวัด (อำเภอ กิ่งอำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน)

3. การปกครองส่วนท้องถิ่น แบ่งเป็น
เทศบาล (เทศบาลนคร เทศบาลเมือง เทศบาลตำบล)
องค์การบริหารส่วนจังหวัด
การปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ 2 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา
องค์การบริหารส่วนตำบล
หลักในการแบ่งภูมิภาคของประเทศไทยนั้น ขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์ของแต่ละหน่วยงาน ทั้งนี้ ทางการปกครอง ได้แบ่งภูมิภาคต่าง ๆ โดยถือหลักเกณฑ์ลักษณะทางกายภาพ ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ พืชพรรณธรรมชาติ เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เป็นบรรทัดฐานไว้ 4 ภาค (ยกเว้นกรุงเทพมหานคร) ดังนี้
ภาคกลาง ประกอบด้วย จ.กาญจนบุรี ชัยนาท นครนายก นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี ประจวบคีรีขันธ์ พระนครศรีอยุธยา เพชรบุรี
ราชบุรี ลพบุรี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สระบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี และอ่างทอง รวม 18 จังหวัด และชายฝั่งทะเลตะวัน
ออกอีก 4 จังหวัด คือ จ.จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตราด ปราจีนบุรี ระยอง และสระแก้ว รวม 7 จังหวัด
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย จ.กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา บุรีรัมย์ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร
ร้อยเอ็ด เลย ศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานี และอุบลราชธานี รวม 19 จังหวัด
ภาคใต้ ประกอบด้วย จ.กระบี่ ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พังงา พัทลุง ภูเก็ต ยะลา ระนอง สงขลา สตูล และ
สุราษฎร์ธานี รวม 14 จังหวัด
ภาคเหนือ ประกอบด้วย จ.กำแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่ ตาก นครสวรรค์ น่าน พะเยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่
แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี รวม 17 จังหวัด

เศรษฐกิจ
ระบบเศรษฐกิจ
    ระบบเศรษฐกิจภายในของประเทศไทยเป็นแบบผสม หมายถึง ระบบเศรษฐกิจที่รัฐเข้ามามีส่วนในการดำเนินกิจกรรม ทางเศรษฐกิจ
ของประเทศหลายประการ แต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่จะเป็นของเอกชน ซึ่งเป็นระบบที่ประเทศ ต่าง ๆ ทั่วโลกนิยมใช้ในปัจจุบัน อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงประมาณ 7-8% ซึ่งถ้ามองในทางเศรษฐศาสตร์แล้ว ตัวเลขดังกล่าวมีผลในการกระตุ้นให้เกิดการลงทุน
ในภาคเอกชนเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เป็นผลเนื่องมาจากการที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะสนับสนุนและส่งเสริมการลงทุนภายในประเทศอย่างจริงจัง ทั้งในด้านการพัฒนาการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า และการพัฒนาการผลิตเพื่อส่งออก
ระบบเศรษฐกิจของไทยจำเป็นต้องพึ่งพาทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ มีการแข่งขันกันผลิต มีการขาย และมี การจัดการตามระบบการค้าเสรี ปัจจุบันรายได้สูงสุดของประเทศมาจากสินค้าทางการเกษตรถึงร้อยละ 60 ของรายได้ จากการส่งออกทั้งหมด และจากการจ้างแรงงาน
ในสาขาเกษตรถึงร้อยละ 70 ของแรงงานทั่วประเทศ รัฐบาลจึงให้ความ สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจทางด้านการเกษตรเป็นพิเศษ
และด้านอุตสาหกรรม การคมนาคมขนส่ง การพาณิชย์และ การท่องเที่ยว เป็นอันดับที่ลดหลั่นลงมา
    ผลิตผลทางเกษตรของไทย เกิดขึ้นจากความอุดมสมบูรณ์ของน้ำและผืนดิน ความขยันหมั่นเพียรของเกษตรกร ความ รู้ในเรื่องการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ให้มีคุณภาพดี และเทคโนโลยีต่าง ๆ พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด ยางพารา
มันสำปะหลัง ผลไม้นานาชนิด เช่น เงาะ ทุเรียน สับปะรด มังคุด ลางสาด มะม่วง กล้วยหอม ส้มโอ ฯลฯ อาหาร ทะเลสดและตากแห้ง
และผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีผลผลิตจากป่าเขตร้อน เช่น สมุนไพร หวาย ย่านลิเภา ไม้ไผ่ ที่นำมาออกแบบจักสานเป็นสิ่งของเครื่องใช้ที่สวยงามจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปยังต่างประเทศด้วย ทรัพยากรเหล่านี้นอกจาก
จะทำรายได้ให้แก่ชุมชนแล้ว ยังเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ประชาชนไม่ละทิ้งท้องถิ่น มีการรวมตัวกัน พัฒนาหมู่บ้านของตนให้น่าอยู่ รักษาขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้วิถีชีวิตเรียบง่ายสงบสุขแบบไทย ๆ เช่นนี้ เป็นสิ่ถึงแม้ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงเวลาที่ผ่านมา แต่ปัญหาดังกล่าวได้คลี่คลายไป ด้วย ความร่วมมือจากทุกฝ่ายทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน การปรับลดงบประมาณในทุกส่วนราชการ ค่าเงินบาทที่อ่อนตัว ลง และนโยบาย
ส่งเสริมการท่องเที่ยวปี Amazing Thailand 1998-1999 รวมไปถึงโครงการต่อเนื่องที่จะตามมา ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทาง
เข้ามายังประเทศไทยเพิ่มขึ้น สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนและประเทศชาติอีกทางหนึ่งที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจที่จะเข้ามาสัมผัสด้วยตนเอง

ประชากร และอาชีพ
     ประชากรของประเทศไทยส่วนใหญ่มีรูปร่างสันทัด ผมและตามีสีดำ ผิวพรรณเป็นแบบผสมหลายเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ทั้งแบบมองโกเลีย จีน มาเลย์เหมือนชาวเอเชียโดยทั่วไป มีภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติ ทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน มีขนบธรรมเนียมประเพณีตลอดจนวัฒนธรรมอันดีงามปฏิบัติสืบทอดอุปนิสัยใจคอของประชากรในแต่ละท้องถิ่นแตกต่างกัน
ขึ้นอยู่กับลักษณะภูมิประเทศ สภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ ซึ่งจะ แสดงออกทางด้านสำเนียงของภาษาไทยที่ใช้และบุคลิกท่าทาง เช่น ภาคใต้มีสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มี การเสี่ยงภัยทางทะเล การใช้ชีวิตที่ต้องขึ้นอยู่กับฤดูกาลและธรรมชาติ ภาษาพูดจึงสั้นกระชับ การตัดสินใจเด็ดเดี่ยวรวด เร็ว มีความมุ่งมั่นในการดำเนินชีวิตที่ดี ภาคเหนือภูมิอากาศเย็นสดชื่น ภูมิประเทศสวยงามด้วยป่าเขา
และดอกไม้นานา ชนิด ทำให้คนเหนือมีลักษณะเยือกเย็น จิตใจโอบอ้อมอารี งานศิลปหัตถกรรมหลายชนิดจึงเกิดขึ้นในภูมิภาคนี้อดกันมาจนกลายเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของประเทศ
จำนวนประชากรทั่วราชอาณาจักรตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2546ตามประกาศโดย สำนักทะเบียนกลาง
กรมการปกครอง ลงวันที่ 24 มีนาคม 2547 ระบุจำนวนประชากรทั่วราชอาณาจักร 63,079,765 คน เป็นชาย 31,255,350 คน
เป็นหญิง 31,824,415 คน

     อาชีพของประชากรไทยส่วนใหญ่ยังคงเน้นที่อาชีพเกษตรกรรม อันเป็นอาชีพดั้งเดิมของชนชาวไทย รองลงมาคือ
อาชีพด้านอุตสาหกรรม และพาณิชยกรรม นอกจากนี้ก็ประกอบอาชีพอื่น ๆ ได้แก่ อุตสาหกรรมบริการ รับราชการ รัฐวิสาหกิจ
การเมือง แพทย์ ทนายความ และอีกหลายสาขาอาชีพ ตลอดจนผู้ใช้ฝีมือแรงงาน

 

ศาสนา
ศาสนาพุทธ
    ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะเปิดโอกาสให้ประชากรเลือกนับถือศาสนาใดก็ได้ตามความสมัครใจ ได้แก่ ศาสนาพราหมณ์ ฮินดู คริสต์ และอิสลาม แต่ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศร้อยละ 90 นับถือศาสนาพุทธ ดังนั้น พุทธศาสนาจึงเป็นศาสนา ประจำชาติ ที่ทำให้ชาวไทยอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ช่วยกล่อมเกลาจิตใจให้ละมุนละไม อันก่อให้เกิดงานฝีมือ ศิลปะที่ หลากหลาย เกิดวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามสืบทอดมาจวบจนปัจจุบัน กลายเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทยที่บ่งบอกถึง ความเป็นเอกราช ความเจริญรุ่งเรืองควบคู่ไปกับความงดงามที่มีอยู่ในจิตใจของคนไทย เป็นที่เลื่องลือไปถึงแดนไกล เป็น ที่สนใจของชาวต่างชาติ จนต้องเดินทางมาเยี่ยมชมดินแดนแห่งนี้ และยังมีนักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งท
ี่ให้ความสนใจศึกษา พุทธศาสนาในบ้านเราอย่างจริงจัง เด็กไทยอย่างเรา

การกำเนิดของศาสนา
    พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงปฐมเทศนา หรือเทศน์ครั้งแรกเมื่อก่อนพุทธศักราช 45 ปี ณ ชมพูทวีป
ซึ่งปัจจุบัน คือ ประเทศอินเดีย เนปาล และปากีสถาน โดยพระองค์ท่านประสูติก่อนพระพุทธศาสนา 80 ปี และ ท่านมีพระนามว่า
"พระโคดมพุทธเจ้า" หรือ "สิทธัตถโคตมะ" การที่ท่านคิดหลักธรรมขึ้นมาก็เพื่อเป็นการปฏิรูปแนว ความคิด ความเชื่อ ของชาวชมพู
ทวีปในสมัยนั้นให้ดียิ่งขึ้น หลักธรรมที่ทรงแสดงนั้นปรากฎว่าเป็นสัจธรรมและเป็นสากล สามารถนำไปใช้กับบุคคลทุกวรรณะ ทุกเพศ
ทุกวัย ทุกยุค และทุกประเทศ ดังนั้นพระพุทธศาสนาจึงเป็นศาสนาที่มีธรรม เป็นเครื่องครองชีพและครองโลก เป็นศาสตร์ที่รวมแห่งศาสตร์ทั้งหลาย ไม่ว่าเป็นศาสตร์แขนงใด เริ่มต้นแต่เคหศาสตร์ อันเป็นศาสตร์สำหรับผู้ครองเรือน สรีรศาสตร์อันเป็นศาสตร์สำหรับครองกาย จิตศาสตร์อันเป็นศาสตร์สำหรับผู้ครอง จิตใจ วิทยาศาสตร์ขั้นต่ำจนถึงขั้นสูงสุดสำหรับผู้ต้องการเอาชนะธรรมชาติก็รวมอยู่ในพุทธศาสนาทั้งสิ้น ทราบประวัติความเป็นมาอย่างคร่าว ๆ เพื่อเป็นพื้นฐานในการ ค้นคว้าเพิ่มเติม
ประวัติความเป็นมา
    ประมาณ 600 ปี ก่อนคริสตศักราช มีแคว้นของชนเผ่าอริยกะหรืออารยันแคว้นหนึ่งในตอนเหนือของประเทศอินเดียแถบ ลุ่มแม่น้ำคงคา ส่วนทางภาคตะวันออกเป็นแคว้นสักกะ ราชธานีชื่อ "กบิลพัสดุ์" (อยู่ระหว่างเมืองอาลาหะบัดกับเมือง ปัตนะในปัจจุบัน) พระราชาผู้ครอง
แคว้นทรงพระนามว่า "พระเจ้าสุทโธทนะ" และพระมเหสีทรงพระนามว่า "พระนางมหามายา" ประมาณ 584 ก่อนคริสตศักราช หรือ 80
ปีก่อนพุทธศักราช ในวันเพ็ญเดือนหก พระนางมหามายา ได้ประสูติพระโอรสองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า "เจ้าชายสิทธัตถะ"
ราชสกุลของพระองค์ก็คือ "ศากยะ" ส่วนโคตมะ เป็นชื่อของราชวงศ์พระกุมารนี้คือ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระสมณโคดมพุทธเจ้า (พระองค์ท่านทรงสำเร็จ การศึกษาสำนักอาจารย์วิศวามิตร) ผู้เป็นศาสดาของพุทธศาสนา ซึ่งในกาลต่อมาได้กลายเป็นที่นับถือของประชาชนถึง หนึ่งในสามของโลกเมื่อพระเจ้าสิทธัตถะทรงพระเจริญวัยขึ้น ก็สนพระทัยครุ่นคิดแต่ปัญหาชีวิตของคน ทุกคน ต่อมาเมื่อทรงเสก
สมรสกับพระนางยโสธราพิมพา แล้วประสูติพระโอรส คือ "ราหุล" เจ้าชายสิทธัตถะก็ยิ่งทรงเห็นโลกมีแต่ความทุกข์ อันเป็นห่วงผูกคอคล้องมนุษย์ ให้เกี่ยวข้องอยู่แต่ในโลกียวิสัย ทำให้เกิดรัก โกรธ โลภ หลง จนมนุษย์ขาดการพิจารณา เหตุผล บางครั้งถึงกับขาดเมตตาจิตต่อกัน
จึงทรงหาทางดับทุกข์ เสด็จหนีจากราช สมบัติออกบรรพชา

    เมื่อพระชนมายุได้ 29 พรรษา และเสด็จท่องเที่ยวไปตามแคว้นใกล้ เคียง ศึกษาธรรมเพื่อแก้ทุกข์ตามสำนักลัทธิซึ่งมีมากมายใน
ขณะนั้น และส่วนใหญ่ก็เป็น ลัทธิต่าง ๆ ที่สืบเนื่องมาจากศาสนาพราหมณ์ ทรงอดทนทรมานพระวรกายอยู่ตาม สำนักอาจารย์และ
ในป่าดงเป็นเวลา 6 ปี จนพระชนมายุได้ 35 ปี จึงทรงพบทางแก้ทุกข์ ได้ด้วยพระองค์เอง และทรงตรัสรู้เป็นสมเด็จพระสัมมาสัม
พุทธเจ้า ณ ตำบลอุรุเวลา เสนานิคม (หรือพุทธคยาในปัจจุบัน) อันอยู่ในแคว้นมคธ ห่างจากกรุงราชคฤห์ประมาณ 300 ไมล์เมื่อตรัสรู้แล้วก็เสด็จเผยแพร่พระธรรมยังแคว้นมคธและแคว้นใกล้เคียง แล้วเสด็จสู่แคว้นสักกะโปรดพระพุทธบิดา มารดา พระมเหสี
และศากยราชสกุล ประชาชนทุกชั้นวรรณะ ซึ่งก็มีผู้เลื่อมใสเป็นจำนวนมาก รวมทั้งจตุบริษัทมีทั้งภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา และทรงประกาศศาสนาร่วมกับพระสาวกอยู่ได้ 45 ปี ก็เสด็จปรินิพพานเมื่อพระชนมายุได้ 80 พรรษา ณ เมืองกุสินารา และในปีที่เสด็จปรินิพพานนั้นเป็นปีพุทธศักราช (พ.ศ.)สรุปพระชนมชีพของพระองค์เป็นไปตามลำดับ ดังนี้
ชนมายุ 16 พรรษา ทรงอภิเษกสมรส
พระพระชนมายุ 29 พรรษา เสด็จออกผนวช
พระชนมายุ 35 พรรษา ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
พระชนมายุ 80 พรรษา ปรินิพพาน
การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศไทย
    นักปราชญ์ทางศาสนาสันนิษฐานว่าพระพุทธศาสนาเริ่มเข้ามาในอาณาจักรทวารวดี ประมาณว่าจะมีคนไทยเริ่มนับถือ ศาสนาพุทธในสมัยนั้น และสันนิษฐานว่าได้เผยแผ่เข้ามาในประเทศไทย 4 ยุคด้วยกัน คือ
ยุคที่ 1 ประมาณ พ.ศ. 300 มีพระสงฆ์นิกาย หินยานเข้ามาตั้งเผยแผ่ที่นครปฐม และได้สร้างพระปฐมเจดีย์ไว้
ยุคที่ 2ประมาณ พ.ศ. 1300 กษัตริย์กรุงศรีวิชัย แห่งเกาะสุมาตรานำศาสนานิกาย มหายานเข้ามาเผยแผ่ที่ นครศรีธรรมราชและเมืองไชยาได้สร้างพระมหาธาตุไว้ที่นครศรีธรรมราชและสร้างพระธาตุไว้ที่ไชยา
ยุคที่ 3ประมาณ พ.ศ. 1800 พระเจ้าอนุรุทธแห่งพม่านำศาสนานิกาย หินยานมาเผยแผ่ที่ ลานนาไทย
ยุคที่ 4พ.ศ. 1800 (พร้อมกับยุคที่ 3) พระสงฆ์มาจากเกาะลังกา นำศาสนานิกาย หินยาน เข้ามาเผยแผ่ที่นครศรีธรรมราชอีกครั้งหนึ่ง
หลักธรรมของพุทธศาสนา
   ศาสนาพุทธมีธรรมะเป็นของพุทธศาสนาเอง คือ เรื่องของการดับแห่งทุกข์ ส่วนในทางศีลธรรมพระพุทธศาสนาสอนเช่น
เดียวกับศาสนาของผู้รู้อื่น ๆ ก็ดี ปรัชญาก็ดี ไม่ว่าจะเป็นปรัชญาคติใด ย่อมจะตั้งอยู่บนความจริงเสมอ ความจริงที่แต่ละ ศาสนาและปรัชญาถือกันนั้นอาจจะแตกต่างกันได้ แต่ผู้ที่ประกาศลัทธิหรือประกาศทฤษฎีจะต้องถือว่าความจริงที่ตน ประกาศ
นั้นเป็นความจริงอันเที่ยงแท้ แล้วสอนศาสนาออกจากความจริงนั้นไปในทางอื่น ๆ คือ ทางศีลธรรมและความคิด หรือ การปฏิบัติ คำสอนของพระพุทธศาสนาตั้งอยู่บนความจริง 2 ระดับ และหนึ่งในนั้น ได้แก่ อริยสัจ คือ ความจริงที่ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง
ซึ่งมีอยู่ 4 ประการ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค
การศึกษาพุทธศาสนาของชาวไทย
    ชาวไทยที่นับถือพุทธศาสนาจะได้รับการอบรมสั่งสอนจากบิดามารดาหรือผู้ปกครอง ตั้งแต่ในวัยเด็ก รวมทั้งหลักสูตรการ ศึกษาของไทยก็ได้บรรจุเรื่องของศีลธรรม ศาสนา ไว้ในทุกระดับการศึกษา อีกทั้งธรรมเนียมไทยสนับสนุนให้เด็กชาย บวชเป็นเณร
และเป็นภิกษุเมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ในชีวิตประจำวันก็ได้รับการอบรมสั่งสอนให้ละเว้นใน 5 สิ่ง และ ยึดถือปฏิบัติในสิ่งที่ตรง
กันข้าม ที่เรียกว่า เบญจศีล และเบญจธรรม และในโอกาสสำคัญทางศาสนายังมีถือศีล 8 เพิ่มขึ้นอีก

โครงสร้างของสังคมไทย
โครงสร้างที่สำคัญของสังคมไทยแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน คือ โครงสร้างสังคมชนบทและโครงสร้างสังคมเมือง แต่ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศอาศัยอยู่ในชนบท ซึ่งเป็นสังคมแบบประเพณีนำ และเป็นสังคมเกษตรกรรม ดังนั้นถ้าหากจะรู้จักสังคมและวัฒนธรรมไทยจะต้องพิจารณาจากโครงสร้างสังคมชนบทเป็นหลัก และจะต้องพิจารณาถึงอิทธพล ของสังคมและวัฒนธรรมเมืองที่มีต่อสังคมและวัฒนธรรมชนบทประกอบไปพร้อมๆกันด้วย

1. โครงสร้างสังคมชนบท จัดได้ว่าเป็นโครงสร้างที่สำคัญที่สุด ของสังคมไทย เพราะเท่ากับเป็นโครงสร้าง
ของสังคมไทยทั้งหมด ลักษณะจำเพาะที่  สำคัญของสังคมชนบท ได้แก่ การร่วมกลุ่มแบบอรูปนัย (informal) ของกลุ่ม
ปฐมภูมิ (primary group) มีการติดต่อ กันแบบตัวถึงตัว สภาพแวดล้อมของท้องถิ่นและวัฒนธรรมที่มีอยู่เดิม ซึ่งคล้ายคลึงกัน
ทำให้สถานภาพและบทบาทของ คนในสังคมชนบทไม่แตกต่างกันมากนัก ในสังคมชนบทมีการรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่น สมาชิกของสังคมทำหน้าที่สอดคล้องต่อเนื่องกันอย่างราบรื่น โดยมีระบบความสัมพันธ์แบบเครือญาติ มีการนับถืออาวุโส
มีความเห็นอกเห็นใจกัน และมีค่านิยมในเรื่องคุณความดีทางศาสนาเป็นตัวควบคุมความประพฤติทางสังคมของคนชนบท
สถานภาพจะมีลักษณะ จำเพาะของตัวบุคคลเอง เช่น อายุ ความสามารถ และคุณความดี ผู้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้นำ
ในสังคมชนบทมักได้แก่ พระ ผู้ใหญ่บ้าน กำนันและผู้อาวุโสที่ชาวบ้านเคารพนับถือ

2. โครงสร้างสังคมเมือง ข้อแตกต่างที่เด่นชัดระหว่างสังคมชนบทกับสังคมเมือง ได้แก่ จำนวนกลุ่มและองค์การที่มีมากในสังคมเมืองหลวง หลักเกณฑ์การพิจารณาสถานภาพทางสังคมของบุคคลในเมืองหลวงขึ้นกับฐานะทางเศรษฐกิจ อำนาจและความเกี่ยวข้อง ทางการเมือง และระดับการศึกษาซึ่งผิดจากเกณฑ์ของสังคมชนบท นอกจากนั้นแล้วโครงสร้างชนชั้นทางสังคมในเมืองหลวงดูจะชัดเจน คือ ประกอบด้วยกลุ่มคนที่เป็นผู้สืบเชื้อสายมาจากตระกูลเก่าและขุนนาง ผู้บริหารในสาขาอาชีพ ต่าง ๆ นักธุรกิจ ข้าราชการ ช่างฝีมือ
และกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผู้อพยพจากสังคมชนบทมาอาศัยอยู่ตามชุมชนแออัดทั้งหลายของสังคมเมืองหลวง
ค่านิยมของคนเมืองหลวงนั้นจะเน้นหนักเรื่องอำนาจและความมั่งคั่งมากกว่าชาวชนบท มีความต้องการยกระดับตัวเอง
จากชั้นสังคมเดิมไปสู่ชั้นที่สูงกว่า โดยอาศัยปัจจัยหลายประการ เช่น ฐานะการเงิน การศึกษา อำนาจทางการเมือง และสิทธิ
เอกลักษณ์ไทย
เอกลักษณ์ไทย คือ สิ่งที่บ่งบอกความเป็นชาติไทยได้อย่างชัดเจน ได้แก่ 
1. ภาษาไทย คือ ภาษาพูดที่ใช้สื่อสารกันได้อย่างเข้าใจ ถึงแม้จะมีสำเนียงที่แตกต่างกันไปบ้างในแต่ละพื้นที่ รวมถึงการใช้ศัพท์
กับบุคคลในระดับต่าง ๆ และอักษรไทยที่ใช้ในภาษาเขียนโดยทั่วไป
2.การแต่งกายถึงแม้ว่าในปัจจุบันการแต่งกายของชาวไทยจะเป็นสากลมากขึ้น แต่ก็ยังคงเครื่องแต่งกาย ของไทยไว้ใน
โอกาสสำคัญต่าง ๆ เช่น ในงานพระราชพิธี งานที่เป็นพิธีการ หรือในโอกาสพบปะ สังสรรค์ระหว่างผู้นำ พิธีแต่งงาน
เทศกาลและงานประเพณีที่จัดขึ้น หรือในกิจกรรมต่าง ๆ ที่ต้องการ แสดงให้เห็นถึงความเป็นไทยอย่างชัดเจน
ในบางหน่วยงานของราชการ มีการรณรงค์ให้แต่งกายในรูป แบบไทย ๆ ด้วย ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี
3. การแสดงความเคารพด้วยการไหว้และกราบ ซึ่งแบ่งแยกออกได้อย่างชัดเจน เช่น กราบพระพุทธรูป กราบพระสงฆ์
กราบไหว้บุคคลในฐานะ หรือวัยต่าง ๆ ตลอดจนการวางตนด้วยความสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน การแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ ความมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รวมไปถึงความเกรงใจ
4. สถาปัตยกรรม เห็นได้จากชิ้นงานที่ปรากฏในศาสนสถาน โบสถ์วิหาร ปราสาทราชวัง และอาคารบ้าน ทรงไทย
5.ศิลปวัฒนธรรมและประเพณี ประเทศไทยมีการติดต่อกับหลายเชื้อชาติ ทำให้มีการรับวัฒนธรรมของชาติ ต่าง ๆ เข้ามา แต่คนไทยสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม และปฏิบัติสืบต่อกันมาจน กลายเป็น ส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของไทย
6. ดนตรีไทย กีฬาไทย และการละเล่นพื้นเมืองต่างๆ
สิ่งที่กล่าวมานั้น เป็นเพียงบางส่วนที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย ถึงแม้ว่าจะมีบางอย่างที่มองไม่เห็น เด่นชัดหรือเปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้วก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่จะต้องคงอยู่ในใจของคนไทยตลอดไป ก็คือ ศักดิ์ศรีของคนไทย
วัฒนธรรมและประเพณี

การท่องเที่ยวนั้น นอกจากจะก่อให้เกิดการสร้างงาน อันนำมาซึ่งรายได้สู่ท้องถิ่นทั่วทั้งประเทศแล้ว ยังเป็นส่วน หนึ่งที่ช่วยเผยแพร่ชื่อเสียงของประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก อุตสาหกรรมท่องเที่ยวประกอบด้วยปัจจัยหลาย ประการ
แต่ที่สำคัญก็คือ ทรัพยากรทางการท่องเที่ยว ซึ่งมีอยู่ในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก และมีความหลากหลาย เรียงรายอยู่ในทุกพื้นที่ของประเทศ
สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ
1. ประเภทที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ได้แก่ ป่าไม้ ภูเขา น้ำตก ชายหาด ทะเล และเกาะแก่ง
2.โบราณวัตถุ และสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ โดยมีวัตถุ ประสงค์ในการสร้าง และอายุ รวมทั้งรูปแบบสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกันไป
แต่ท้ายที่สุดก็กลายเป็น ทรัพยากรอันมีค่าทางการท่องเที่ยวของประเทศ
3.ประเภทศิลปวัฒนธรรม กิจกรรม ประเพณีและวิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่น
จะเห็นได้ว่า นอกจากทรัพยากรที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติประเภทที่ 1 แล้ว ทรัพยากรทางการท่องเที่ยวประเภท ที่ 2 และ 3
นั้นมีรากฐานมาจาก "วัฒนธรรมและประเพณี" ทั้งสิ้น

ความหมายของวัฒนธรรม
มีผู้ให้คำจำกัดความของคำว่า "วัฒนธรรม" ไว้มากมาย แต่เมื่อพิจารณาถึงสาระสำคัญแล้ว สรุปได้ว่า "วัฒนธรรม" หมายถึง "แบบอย่างหรือวิถีการดำเนินชีวิตของชุมชนแต่ละกลุ่ม เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมการอยู่ร่วม กันอย่างปกติสุขในสังคม" วัฒนธรรม
แต่ละสังคมจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ และทรัพยากร ต่างๆลักษณะอีกประการหนึ่งของวัฒนธรรมคือ
เป็นการสั่งสมความคิด ความเชื่อ วิธีการ จากสังคมรุ่นก่อน ๆ มีการเรียนรู้ และสามารถถ่ายทอดไปยังรุ่นต่อๆ ไปได้
วัฒนธรรมใดที่มีรูปแบบ หรือแนวความคิดที่ไม่เหมาะสม ก็อาจจะเลือนหายไปวัฒนธรรม เป็นสิ่งที่แสดงความเป็นชาติให้ปรากฏชัดเจนขึ้น ประเทศไทยมีวัฒนธรรมที่โดดเด่นทำให้คนไทย แตกต่างจากชาติอื่น ๆ มีเอกลักษณ์ประจำชาติที่เห็นได้จากภาษาที่ใช้ อุปนิสัยใจคอ ความรู้สึกนึกคิดตลอดจนการ แสดงออกที่นุ่มนวล อันมีผลมาจากสังคมไทยที่เป็นสังคมแบบประเพณีนำ และเป็นสังคมเกษตรกรรม เนื่องจาก ประชากรส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่ในชนบท สภาพของสิ่งแวดล้อมที่ดี กล่อมเกลาจิตใจมีความโอบอ้อมอารี มีน้ำใจเอื้อเฟื้อ เกื้อกูลซึ่งกันและกันตลอดมา


หากแบ่งวัฒนธรรมด้วยมิติทางการท่องเที่ยวแล้ว จะสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
วัฒนธรรมที่เป็นนามธรรม หมายถึงสิ่งที่ไม่ใช่วัตถุ ไม่สามารถมองเห็น หรือจับต้องได้ เป็นการแสดงออกในด้าน ความคิด
ประเพณี ขนบธรรมเนียม แบบแผนของพฤติกรรมต่าง ๆ ที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา เป็นที่ยอมรับกันในกลุ่มของ ตนว่าเป็นสิ่งที่
ดีงามเหมาะสม เช่น ศาสนา ความเชื่อ ความสนใจ ทัศนคติ ความรู้ และความสามารถ วัฒนธรรม ประเภทนี้เป็นส่วนสำคัญท
ี่ทำให้เกิด วัฒนธรรมที่เป็นรูปธรรม ขึ้นได้ และในบางกรณีอาจพัฒนาจนถึงขั้นเป็น อารยธรรม (Civilization) ก็ได้ เช่น
การสร้างศาสนสถานในสมัยก่อน เมื่อเวลาผ่านไปจึงกลายเป็นโบราณสถาน ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์
หากพิจารณาความหมาย และลักษณะของวัฒนธรรมที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว ทรัพยากรการท่องเที่ยวประเภทที่ 2 เป็นผลผลิตของวัฒนธรรมที่มีตัวตน เป็นรูปธรรมเห็นได้ชัดเจน ส่วนประเภทที่ 3 มีสภาพแรกเริ่มมาจากแนวความคิด ความเชื่อและวิถีชีวิต ซึ่งเป็นนามธรรม แต่ได้มีการพัฒนาจนมีลักษณะทางวัฒนธรรมที่เป็นรูปแบบขึ้นมา ทำให้นัก ท่องเที่ยวสามารถสัมผัสทรัพยากรการท่องเที่ยวประเภทนี้ได้โดยตรง จึงเห็นได้ชัดเจนว่า วัฒนธรรมที่เป็นแนวความคิด ความเชื่อ เป็นนามธรรมล้วน ๆ แต่เพียงอย่างเดียว ไม่ถือว่าเป็น ทรัพยากรทางการท่องเที่ยว วัฒนธรรมที่เป็นรูปธรรมเท่านั้น จึงจะสามารถพัฒนาให้เป็นจุดสนใจของนักท่องเที่ยวได้ ตัวอย่างวัฒนธรรมที่จะนำมาใช้ประโยชน์
ในการท่องเที่ยว ได้แก่ แหล่งท่องเที่ยวประเภทโบราณสถาน อุทยาน ประวัติศาสตร์ ศาสนสถาน โบราณวัตถุ งานศิลปกรรม
สถาปัตยกรรม นาฏศิลป์ การละเล่นพื้นบ้าน เทศกาลและงาน ประเพณี งานศิลปหัตถกรรมที่พัฒนามาเป็นสินค้าประจำท้องถิ่น
ตลอดจนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ และอัธยาศัยไมตรีของ คนไทย ล้วนแล้วแต่เป็นทรัพยากรการท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศไทย เป็นเสมือนตัวเสริมการท่องเที่ยวให้มีความ สมบูรณ์ เป็นจุดเด่นหรือจุดขายของแหล่งท่องเที่ยวนั้น ๆ เพิ่มความประทับใจให
้นักท่องเที่ยวได้มากขึ้น ถึงแม้ว่า ประเทศไทยจะมีทรัพยากรประเภทศิลปวัฒนธรรมที่หลากหลาย แต่ก็มีการผสมผสานสอด
คล้องเป็นวัฒนธรรมไทย ได้อย่างกลมกลืน
ในภูมิภาคเดียวกับแหล่งชุมชนโบราณบ้านเชียง ยังมีแหล่งท่องเที่ยวในรูปของสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่ เป็น ปราสาทที่ก่อ
สร้างด้วยอิฐหรือหิน มีอาณาเขตกว้างขวาง การจัดองค์ประกอบรูปทรงเป็นระเบียบ มีการกำหนดรูป แบบทางภูมิสถาปัตย์ที่สวยงาม ตลอดจนการจำหลักลายที่ประณีตละเอียดอ่อน ปราสาทที่สำคัญ ได้แก่ ปราสาทหิน พิมาย จ.นครราชสีมา ปราสาทหินพนมรุ้ง
และปราสาทหินเมืองต่ำ จ.บุรีรัมย์ ส่วนพื้นที่ภาคเหนือ มีปราสาทที่สำคัญ ได้แก่ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย-ศรีสัชฌนาลัย
จ.สุโขทัย และอุทยาน ประวัติศาสตร์ จ.กำแพงเพชร ภาคใต้มีหลักฐานของชุมชนโบราณที่ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิด อารยธรรมอันเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของโลก

ความหมายของประเพณี

  • ประเพณี มีความหมายรวมถึง แบบความเชื่อ ความคิด การกระทำ ค่านิยม ทัศนคติ ศีลธรรม จารีต ระเบียบ แบบแผน
    และวิธีการกระทำสิ่งต่าง ๆ ตลอดจนถึงการประกอบพิธีกรรมในโอกาสต่าง ๆ ที่กระทำกันมาแต่ใน อดีต ลักษณะสำคัญของประเพณี คือ เป็นสิ่งที่ปฏิบัติเชื่อถือมานานจนกลายเป็นแบบอย่างความคิด หรือการ กระทำที่สืบต่อกันมา และยังมีอิทธิพลอยู่ในปัจจุบัน
  • ประเพณีเกิดจากความเชื่อในสิ่งที่มีอำนาจเหนือมนุษย์ เช่น อำนาจของดินฟ้าอากาศ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
    โดยไม่ทราบสาเหตุต่าง ๆ ฉะนั้น ประเพณี คือ ความประพฤติของคนส่วนรวมที่ถือกันเป็นธรรมเนียม หรือ เป็นระเบียบแบบแผน และสืบต่อกันมาจนเป็นพิมพ์เดียวกัน และยังคงอยู่ได้ก็เพราะมีสิ่งใหม่เข้ามาช่วยเสริม สร้างสิ่งเก่าอยู่เสมอ และกลมกลืนเข้ากันได้ดี
  • ประเพณี คือ ระเบียบแบบแผนในการปฏิบัติที่เห็นว่าดีกว่า ถูกต้องกว่า หรือเป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ใน สังคมและมีการ
    ปฏิบัติสืบต่อกันมา
  • ประเพณี คือ ความประพฤติที่สืบต่อกันมาจนเป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ในหมู่คณะ เป็นนิสัยสังคม ซึ่ง เกิดขึ้นจากการ
    ที่ต้องเอาอย่างบุคคลอื่น ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ตน หากจะกล่าวถึงประเพณีไทยก็หมายถึง นิสัยสังคม ของคนไทยซึ่งได้รับมรดกตกทอดมาแต่ดั้งเดิมและมองเห็นได้ในทุกภาคของไทย

ประเพณี
เป็นเรื่องของความประพฤติของกลุ่มชน ยึดถือเป็นแบบแผนสืบต่อกันมานาน ถ้าใครประพฤตินอก แบบ ถือเป็นการผิดประเพณี เป็นการแสดงถึงเอกลักษณ์ของชาติอีกอย่างหนึ่ง โดยเนื้อหาสาระแล้ว ประเพณี กับวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่กลุ่มชนในสังคมร่วมกันสร้างขึ้น แต่ประเพณีเป็นวัฒนธรรมที่มีเงื่อนไขที่ค่อนข้าง ชัดเจน กล่าวคือเป็นสิ่งที่สังคมสร้างขึ้นเป็นมรดก คนรุ่นหลังจะต้องรับไว้
และปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป รวมทั้งมีการเผยแพร่แก่คนในสังคมอื่น ๆ ด้วย


ชนิดของประเพณี
ประเพณีแบ่งตามลักษณะของความเข้มงวดในการที่จะต้องปฏิบัติตาม เป็น 3 แบบด้วยกัน คือ

  • จารีตประเพณี หรือ กฎศีลธรรม (Mores) คือ ประเพณีที่สังคมถือว่าถ้าใครฝ่าฝืนงดเว้นไม่ กระทำตามถือ ว่าเป็นความผิด จารีตประเพณีเกี่ยวข้องกับศีลธรรมของคนส่วนรวมในสังคมไทย เช่น การแสดงความ กตัญญูต่อผู้มีพระคุณ เป็นต้น

จารีตประเพณี หรือกฎศีลธรรมของแต่ละแห่งย่อมไม่เหมือนกัน เพราะมีค่านิยม (Value) ที่ยึดถือต่าง กัน ดังนั้น ถ้าบุคคลใดนำจารีตประเพณีของตนไปเปรียบเทียบกับของคนอื่นว่าดีหรือเลวกว่าตนก็เป็นการ เปรียบเทียบที่ไม่ถูกต้อง
เพราะสภาพหรือสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความเชื่อต่าง ๆ ย่อมต่างกันไป เช่น เรา เคารพผู้ที่อาวุโสกว่า แต่ชาวอเมริกันรักความเท่าเทียมกัน

  • ขนบประเพณี (Institution) บางครั้งเรียกว่าระเบียบประเพณี หมายถึงประเพณีที่สังคมกำหนด ระเบียบ แบบแผนไว้อย่างชัดว่า ควรจะประพฤติปฏิบัติเป็นขั้นตอนอย่างไร เช่น ประเพณีแต่งงานต้องเริ่มตั้งแต่การ หมั้น การแต่ง ซึ่งแต่ละขั้นตอนจะมีพิธีมากมายสำหรับคู่บ่าวสาวต้องปฏิบัติตาม หรือพิธีศพ ซึ่งจะต้องเริ่ม ตั้งแต่มีการรดน้ำศพ แต่งตัวศพ
    สวดศพ เผาศพ เป็นลำดับ
  • ธรรมเนียมประเพณี (Convention) หมายถึง ประเพณีที่ปฏิบัติกันอยู่ในชีวิตประจำวัน หากมี การฝ่าฝืนก็ ไม่ถือเป็นเรื่องผิด นอกจากจะเห็นว่าเป็นผู้เสียมารยาทเท่านั้น ไม่มีระเบียบแบบแผนเหมือนขนบประเพณี

 ขนบธรรมเนียมประเพณี
เป็นคำที่ใช้เรียกรวมกัน ซึ่งมีความหมายว่า สิ่งที่หมู่คณะในสังคมหนึ่ง ๆ นิยมประพฤติปฏิบัติต่อเนื่องสืบกันมาเป็น เวลานาน จนยึดถือกันในจิตใจว่าต้องปฏิบัติเช่นนั้น จึงจะเกิดความสุขความเจริญ

 

ขนบธรรมเนียม
ขนบธรรมเนียมประเพณีไทยมีอยู่มากมายหลายประการ เช่น ผู้น้อยต้องมีความเคารพผู้ใหญ่ มีความจงรักภักดีต่อ ชาติ ศาสนา
และพระมหากษัตริย์ แสดงความเคารพกันด้วยการยกมือไหว้หรือกราบ ทำการต้อนรับแขกที่มาเยี่ยม เยียนตามสมควร ผู้ชาย
ไทยต้องทำงานหนักกว่าผู้หญิง ต้องประกอบอาชีพอย่างใดอย่างหนึ่ง ต้องกล้าหาญ ต้องเป็นผู้ นำครอบครัว ควรศึกษาพระธรรมโดยบวชเป็นพระภิกษุอย่างน้อยหนึ่งพรรษา ผู้หญิงต้องแต่งกายมิดชิด เลี้ยงลูก จัดบ้านเรือนและปรุงอาหาร มีกิริยามารยาทเหมาะสมตามโอกาส
ประเพณี
ประเพณีทั่วไป คือ ประเพณีที่ยึดถือปฏิบัติโดยทั่วไปทุกภาคของประเทศ อาจมีความแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด เช่น

  • ประเพณีแต่งงาน

คือวิธีปฏิบัติก่อนที่หญิงชายจะอยู่ร่วมเป็นสามีภรรยากัน เมื่อหญิงชายรักกัน โดยผู้ปกครองของทั้ง สองฝ่ายทราบแล้ว ฝ่ายชายจะจัดหาผู้ใหญ่ที่นับถือหรือบิดามารดา ไปทำการสู่ขอผู้หญิงจากผู้ปกครอง ทั้งนี้โดยมีการนัดแนะไว้ล่วงหน้า เมื่อตกลงกันแล้วฝ่ายชายต้องมอบของมีค่าให้ฝ่ายหญิงเพื่อเป็นของ หมั้น เช่น แหวนเพชร เงิน สายสร้อยทองคำ หรือของมีค่าอื่น ๆ ต่อจากนั้นก็จะทำพิธีแต่งงานกัน โดย ทั้งสองฝ่ายอาจเลี้ยงพระหรือใส่บาตรร่วมกัน และเชิญแขกที่เป็นญาติมิตรมารดน้ำอวยพร ส่วนมากจะ เลี้ยงอาหารแก่แขกที่เชิญด้วย แล้วจดทะเบียนแต่งงานเพื่อให้สมบูรณ์ตามกฎหมาย แต่เดิมนั้นหญิงชาย มักจะหมั้นกันไว้ก่อน
เป็นเวลานานก่อนจะแต่งงานกัน แต่ปัจจุบันมีการหมั้นและแต่งงานพร้อมกันในวัน เดียว

  • ประเพณีลงแขก

คือการรวมคนเพื่อช่วยทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งให้เสร็จอย่างรวดเร็วทันเวลา เช่น การลงแขกเกี่ยว ข้าว เมื่อมีงานที่ต้องการลงแขกเจ้าของงานต้องไปบอกเพื่อนบ้านและนัดเวลากัน เมื่อถึงเวลาบ้านที่ถูกขอ แรงจะส่งคนไปช่วยลงแขกบ้านละคน ฝ่ายเจ้าของงานก็จะทำอาหารหวานคาวเลี้ยงคนที่มาช่วยทำงาน ด้วย ซึ่งในระหว่างเกี่ยวข้าว ยังมีการละเล่นร้องรำทำเพลงเพื่อ
ความสนุกสนานเพลิดเพลินอีกด้วย ปัจจุบันหาดูได้ยากแล้ว เนื่องจากมีการนำเครื่องจักรมาช่วยในการทำงาน

  • ประเพณีทำศพ
  • คือการปฏิบัติต่อผู้เสียชีวิต โดยญาติเป็นผู้บอกและเชิญให้ญาติพี่น้องคนอื่น ๆ ตลอดจนมิตรสหาย และผู้ที่นับถือทราบการจัดงานศพ พิธีจะเริ่มด้วยการอาบน้ำศพหรือรดน้ำลงที่มือศพ เพื่อแสดงว่าเป็น การทำความสะอาดศพ ผู้ที่รดน้ำศพควรขอขมาต่อผู้เสียชีวิตด้วยหากเคยโกรธเคืองกันมาก่อน ต่อจาก นั้นจึงเอาศพใส่โลงให้มิดชิด แล้วตั้งไว้
    ไม่เกิน 7 วันเป็นส่วนมาก เพื่อให้มีการสวดพระอภิธรรมและทำ บุญให้ผู้เสียชีวิต จากนั้นจึงทำพิธีเผาศพและเก็บกระดูกไว้ในที่อันสมควร หากไม่เผาเพราะญาติพี่น้อง ไม่พร้อมก็จะเก็บไว้ในที่บรรจุที่วัดก่อน รอจนพร้อมแล้ว (ส่วนมาก 1 ปี) จึงทำการเผา
    ผู้ที่ไปในงานศพ ควรแต่งกายไว้ทุกข์
    ประเพณีทำบุญตักบาตร

การทำบุญ คือการปฏิบัติเพื่อเพิ่มพูนความดีให้แก่จิตใจของเรา ซึ่งสามารถทำได้หลายอย่าง แต่การ ทำบุญอย่างหนึ่งที่ทำได้สะดวก
ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ก็คือ การตักบาตร เวลาเช้าพระสงฆ์จะอุ้มบาตรไปตาม ถนนหรือซอยต่าง ๆ ผู้ที่จะตักบาตรจะถือขันข้าว อาหารคาว
หวานและดอกไม้ธูปเทียน คอยอยู่หน้าบ้าน เมื่อพระสงฆ์ผ่านมาก็จะนิมนต์ให้หยุด พอพระเปิดฝาบาตร ผู้ที่ตักบาตรก็ตักข้าวใส่ลง
ในบาตรพร้อม ทั้งอาหารอื่น ๆ สำหรับดอกไม้ธูปเทียนนั้นหากจะใส่ด้วยพระจะหงายฝาบาตรขึ้นรับไว้ การ ใส่บาตรจะใส่พระกี่รูปก็ได้ และใส่อาหารมากน้อยเท่าใดก็ได้ แต่ควรเป็นอาหารที่ทำสุกแล้ว

  • ประเพณีทำบุญบ้าน

ประเพณีที่คนไทยนิยมปฏิบัติกันมากอีกอย่างหนึ่งก็คือ การทำบุญบ้านหรือสถานที่ทำงาน โดยเจ้า ของงานจะไปติดต่อพระที่วัด
ล่วงหน้าก่อนวันงานประมาณ 1 หรือ 2 วัน จะนิมนต์พระ 5 หรือ 9 รูปไป สวดมนต์ที่บ้าน เมื่อถึงกำหนดเวลาแล้วเจ้าของบ้าน
จุดธูปเทียนปักไว้หน้าพระพุทธรูป ต่อจากนั้นจะขอ ให้พระให้ศีล 5 และสวดมนต์ หลังจากนั้นเจ้าของบ้านก็นำอาหารมา
เลี้ยงพระ อาจถวายยา ดอกไม้ธูป เทียนหรือปัจจัยแก่พระสงฆ์ด้วย พระจะสวดให้พรอีกครั้งและประพรมน้ำมนต์จึงเสร็จพิธี

  • ประเพณีบวชนาค

คนไทยมีประเพณีประจำชาติอยู่อีกอย่างหนึ่ง คือการบวชนาค ซึ่งมีความเชื่อกันว่า เมื่อผู้ชายอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์แล้ว
ควรเข้าบวชในพุทธศาสนาชั่วระยะหนึ่ง เป็นกี่วันกี่เดือนหรือกี่ปีก็ได้ ทั้งนี้เพื่อจะได้ ถูกอบรมให้เป็นให้เป็นคนที่มีจิตใจดีงาม
และรู้จักบาปบุญคุณโทษ โดยพ่อแม่หรือผู้ปกครองและผู้ที่จะ บวช จะต้องไปหาเจ้าอาวาสของวัดที่จะบวชเสียก่อน 1 หรือ 2 สัปดาห์ และแจ้งความประสงค์ให้ทราบ เจ้าอาวาสก็มอบให้พระรูปใดรูปหนึ่งในวัดเป็นผู้สอนให้ผู้บวชขานนาคอยู่ประมาณ 4 ถึง 5 วัน
จนขาน ได้ เมื่อก่อนจะถึงวันบวช 1 หรือ 2 วัน ผู้บวชก็จะไปหาพระที่จะนำบวชซึ่งเรียกว่า พระอุปัชฌาย์ เมื่อรับ ทราบเวลาที่จะทำพิธีต่าง ๆ ในวันก่อนถึงวันบวชนั้นส่วนมากจะมีพิธีทำขวัญนาค โดยมีญาติและมิตร สหายพร้อมหน้าโดยเฉพาะคนเฒ่าคนแก่ พอรุ่งขึ้นก็นำนาคไปที่วัด ซึ่งเจ้าของงานส่วนมากมักจะจัด ขบวนแห่จากบ้านไปวัด เมื่อถึงวัดก็จะแห่นาครอบโบสถ์ 3 รอบและนำเข้าโบสถ์
ต่อจากนั้นพระอุปัชฌาย์ และพระสงฆ์อื่น ๆ ก็จะดำเนินการตามระเบียบของสงฆ์ต่อไป

  • ประเพณีขึ้นปีใหม่

คนไทยเราถือกันว่าปีหนึ่งมี 12 เดือน ซึ่งนับอย่างไทยก็เริ่มที่เดือนอ้ายเดือนยี่เดือนสามเรื่อยไปจนถึง เดือนสิบสอง เมื่อสมัยก่อนคนไทยเรานับวันขึ้นปีใหม่ในเดือนห้า (เมษายน) แต่ในปัจจุบันได้กำหนดวัน ขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 เดือนมกราคมตามแบบสากล คนไทยเราถือว่าปีใหม่เป็นปีที่เราหวังจะมีชีวิตที่ดีกว่า เดิมในทุก ๆ ทาง ดังนั้นเมื่อถึงวันปีใหม่ เรานิยมทำบุญโดยการตักบาตร
ไปอวยพรญาติและมิตรสหาย ขอพรจากผู้ใหญ่ และบางแห่งจัดงานเลี้ยงฉลองกัน

  • ประเพณีตรุษสงกรานต์

สงกรานต์กระทำกันในระหว่างวันที่ 13, 14, 15 ของเดือนเมษายน แต่เดิมประเพณีสงกรานต์มีขึ้น เพื่อต้อนรับพระอาทิตย์
ซึ่งส่องแสงและให้ความอบอุ่นแก่โลก ต่อมาชาวไทยถือว่าเป็นงานเพื่อระลึกถึงปู่ ย่าตายาย และเป็นงานรื่นเริงในฤดูร้อนพร้อมกันไปด้วย เมื่อถึงวันสงกรานต์ประชาชนชาวไทยทั้งหญิง และชาย ทั้งเด็กและผู้ใหญ่จะพากันไปวัดในตอนเช้า พร้อมทั้งนำอาหารและดอก
ไม้ธูปเทียนไปถวายพระ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ปู่ย่าตายายที่ล่วงลับไปแล้ว หรือนิมนต์พระไปสวดมนต์ที่บ้าน ต่อจากนั้นจะมีการ สรงน้ำพระพุทธรูปประจำบ้านเรือนและที่วัด แล้วมีการนำน้ำหอมไปรดญาติผู้ใหญ่ที่นับถือ ซึ่งอวยพร ให้ผู้รดมีความสุขความเจริญด้วย นอกจากนั้นก็มีการสาดน้ำกันด้วยความสนุกสนาน ในวันสงกรานต์เรา มักทำความสะอาดแท่นบูชาพระ บ้านเรือนที่อาศัย
รวมทั้งคอกสัตว์เลี้ยง การปฏิบัติในประเพณี สงกรานต์เท่าที่กล่าวมานี้เป็นการปฏิบัติของส่วนรวมโดยทั่วไป แต่ที่จริงแล้ว
ในแต่ละท้องถิ่นยังมีการ ปฏิบัติปลีกย่อยเพิ่มเติมอีกมาก
ประเพณีท้องถิ่น นอกจากประเพณีทั่วไปที่กล่าวมาแล้วนั้น ยังมีประเพณีประจำภาคหรือประเพณีท้องถิ่นซึ่งมีอยู่มากมายอีกด้วย เช่น

  • ภาคกลาง

ประชาชนในภาคกลาง ซึ่งรวมถึง 4 จังหวัดในภาคตะวันออก ได้แก่ ชลบุรี จันทบุรีตราด และ ระยอง ยังคงยึดถือและปฏิบัติตาม